กอร์ดอน โต้เดือดตำนาน รูนีย์ เชียเรอร์ หลังโดนวิจารณ์หนักก่อนซัดชัยเหนือสิงห์บลู

Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) แนวรุกของสโมสร Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ออกมาตอบโต้คำวิจารณ์จากอดีตนักเตะระดับตำนานอย่าง Wayne Rooney (เวย์น รูนี่ย์) และ Alan Shearer (อลัน เชียเรอร์) หลังจากเขาถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความพร้อมในการลงเล่นก่อนเกมสำคัญในศึก UEFA Champions League (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) ดาวเตะวัย 25 ปี ให้สัมภาษณ์กับรายการ Match of the Day (แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์) หลังเกมพรีเมียร์ลีกที่ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) บุกไปเอาชนะ Chelsea (เชลซี) ถึงสนาม Stamford Bridge (สแตมฟอร์ด บริดจ์) ด้วยสกอร์ 1-0 ซึ่งประตูชัยในเกมนี้ก็มาจากฝีเท้าของเขาเอง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาต้องตกเป็นประเด็นข่าวอย่างหนัก เนื่องจากไม่ได้ลงเป็นตัวจริงในเกม UEFA Champions League (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก ที่ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) พบกับ Barcelona (บาร์เซโลนา) Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เปิดเผยว่า โดยปกติแล้วเขาไม่ค่อยสนใจเสียงวิจารณ์จากภายนอกมากนัก และไม่ค่อยต้องการออกมาชี้แจงอะไร แต่ครั้งนี้เขารู้สึกว่าจำเป็นต้องอธิบาย เพราะสิ่งที่ถูกพูดถึงนั้นไม่เป็นความจริง เขากล่าวว่า “ปกติผมไม่ค่อยอยากออกมาชี้แจงอะไร เพราะผมไม่ได้สนใจเสียงวิจารณ์มากนัก แต่ครั้งนี้มันจำเป็นต้องอธิบาย เพราะสิ่งที่ถูกพูดถึงมันเป็นเรื่องไร้สาระ”

กอร์ดอน ยืนยันตนป่วยจริงก่อนเกม ดวล บาร์ซ่า จนต้องพลาดตัวจริง

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ การที่ Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) ไม่ได้ลงเป็นตัวจริงในเกมพบ Barcelona (บาร์เซโลนา) ทั้งที่เป็นเกมสำคัญที่สุดเกมหนึ่งในอาชีพของเขา Roy Keane (รอย คีน) อดีตกองกลางระดับตำนานของ Manchester United (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ตั้งคำถามว่า เหตุใดนักเตะรายนี้จึงสามารถลงสนามเป็นตัวสำรองในครึ่งหลังได้ แต่กลับไม่พร้อมสำหรับการลงเป็นตัวจริงตั้งแต่เริ่มเกม ด้าน Alan Shearer (อลัน เชียเรอร์) ตำนานดาวยิงของ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ก็แสดงความคิดเห็นว่า หากเป็นเขา จะต้องมีเหตุผลที่รุนแรงมากจริง ๆ ถึงจะทำให้พลาดเกมสำคัญระดับนี้ ขณะที่ Wayne Rooney (เวย์น รูนี่ย์) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้วิเคราะห์เกมในวันนั้น ได้ตั้งข้อสังเกตอีกประเด็นหนึ่ง โดยกล่าวว่า เขาเห็น Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เดินผ่านโดยไม่ทักทายทีมงานก่อนเกม และดูเหมือนจะเข้าไปนั่งอยู่ในห้องแต่งตัวแทนที่จะออกมาอยู่กับทีม คำพูดเหล่านี้ทำให้ Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) รู้สึกไม่สบายใจ และเขาตัดสินใจออกมาชี้แจงความจริงในภายหลัง Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เปิดเผยว่า ก่อนเกมพบ Barcelona (บาร์เซโลนา) เขาป่วยหนักจนต้องนอนอยู่บนเตียงติดต่อกันถึงสามวัน เขาไม่สามารถเข้าร่วมการซ้อมแบบ walkthrough session ที่จัดขึ้นในช่วงเช้าของวันแข่งขันได้ด้วยซ้ำ เนื่องจากสภาพร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้เจ้าตัวจะรู้สึกว่าพร้อมที่จะลงสนามในช่วงค่ำวันนั้น แต่สุดท้าย Eddie Howe (เอ็ดดี้ ฮาว) ผู้จัดการทีมของ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) เป็นผู้ตัดสินใจร่วมกับทีมแพทย์ของสโมสรว่า ควรให้เขาเริ่มต้นเกมบนม้านั่งสำรอง Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) กล่าวว่า “เมื่อผมมาถึงสนาม ผู้จัดการทีมบอกผมว่าผมจะไม่ได้ลงเป็นตัวจริง ซึ่งผมก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่สุดท้ายมันก็เป็นการตัดสินใจของเขา และทีมก็เล่นได้ดี” เขายังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การที่มีคนพูดว่าเขาไม่อยากลงเล่นในเกมสำคัญที่สุดเกมหนึ่งในอาชีพ เป็นเรื่องที่ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) ยังได้พูดถึงคำพูดของ Wayne Rooney (เวย์น รูนี่ย์) โดยตรง เขาอธิบายว่า เรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเดินผ่านโดยไม่จับมือกับทีมงานนั้นไม่เป็นความจริง “ผมคิดว่า Wayne Rooney (เวย์น รูนี่ย์) บอกว่าผมเดินผ่านไปโดยไม่จับมือใครแล้วเข้าไปในห้องแต่งตัว แต่มันไม่ใช่แบบนั้น” เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ในความเป็นจริงแล้วเขาได้เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่คนเดียวในห้องเล็ก ๆ ขนาดประมาณนี้เท่านั้น ซึ่งมีเพียงอ่างล้างมืออยู่ข้างใน Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “มันเป็นเรื่องที่ไม่จริงเลย ผมคิดว่าพวกเขาควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีกว่านี้”

ฟอร์มยอดของ กอร์ดอน พาสาลิกา บุกคว้าชัยเหนือสิงห์บลู

หลังจากผ่านกระแสดราม่าเหล่านั้น Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) ก็แสดงผลงานในสนามได้อย่างยอดเยี่ยม ในเกมพรีเมียร์ลีกที่ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) บุกไปเยือน Chelsea (เชลซี) ที่สนาม Stamford Bridge (สแตมฟอร์ด บริดจ์) เขาเป็นผู้ทำประตูชัยให้ทีมเอาชนะไปได้ 1-0 นอกจากประตูสำคัญแล้ว ผลงานของเขาในเกมนี้ยังโดดเด่นในเรื่องการเพรสซิ่งและการทำงานหนักโดยไม่มีบอล Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เป็นนักเตะที่สร้างแรงกดดันใส่แนวรับคู่แข่งมากที่สุดในแดนของ Chelsea (เชลซี) และยังวิ่งกลับมาช่วยเกมรับหลายครั้ง จังหวะหนึ่งที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Reece James (รีซ เจมส์) กัปตันทีม Chelsea (เชลซี) กำลังจะได้ยิงจากตำแหน่งอันตราย แต่ Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) วิ่งกลับมาสกัดได้ทัน แม้จะต้องแลกกับการโดนกระแทกอย่างหนักก็ตาม หลังจบเกม สมาชิกทีมงานและเพื่อนร่วมทีมหลายคนต่างเดินเข้ามาแสดงความยินดีกับเขา Eddie Howe (เอ็ดดี้ ฮาว) ผู้จัดการทีม Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ออกมาชื่นชมลูกทีมรายนี้อย่างมาก เขากล่าวว่า Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เป็นนักเตะที่มีสมาธิสูง และสามารถตัดเสียงรบกวนจากภายนอกออกไปได้ดี “เขาเป็นคนที่มุ่งมั่นและโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำมาก เสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่แทบไม่กระทบเขาเลย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม” Eddie Howe (เอ็ดดี้ ฮาว) ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นักเตะทุกคนควรเรียนรู้จากเรื่องนี้ “อย่าปล่อยให้สิ่งรบกวนเข้ามาในหัว อย่ารับมันเข้ามา แค่โฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำ นั่นคือสิ่งที่เขาทำอยู่เสมอ” ชัยชนะเหนือ Chelsea (เชลซี) ถือเป็นผลการแข่งขันที่สำคัญอย่างมากสำหรับ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด)

ตลอดประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก สโมสรแห่งนี้เคยบุกชนะ Chelsea (เชลซี) ที่สนาม Stamford Bridge (สแตมฟอร์ด บริดจ์) ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2012 ก่อนเกมนี้ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ยังมีผลงานเกมเยือนที่ไม่ค่อยดีนัก โดยมีเพียง Leeds United (ลีดส์ ยูไนเต็ด) Burnley (เบิร์นลีย์) และ Wolverhampton Wanderers (วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส) เท่านั้นที่เก็บแต้มเกมเยือนได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ฟอร์มของทีมเริ่มดีขึ้นในช่วงหลัง โดยพวกเขาสามารถบุกชนะ Tottenham Hotspur (ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์) Aston Villa (แอสตัน วิลล่า) และ Qarabag (คาราบัค) ได้ในช่วงที่ผ่านมา

ประตูชัยในเกมกับ Chelsea (เชลซี) เกิดจากจังหวะสวนกลับที่ยอดเยี่ยม Tino Livramento (ติโน ลิฟราเมนโต้) พาบอลขึ้นมาจากตำแหน่งกองหลัง ก่อนจะเร่งสปีดผ่านผู้เล่นของ Chelsea (เชลซี) แล้วจ่ายทะลุช่องให้ Joe Willock (โจ วิลล็อค) Joe Willock (โจ วิลล็อค) แสดงความใจกว้างด้วยการจ่ายบอลต่อให้ Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) ยิงเข้าไปไม่พลาด ชัยชนะครั้งนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ก่อนเกมสำคัญในศึก UEFA Champions League (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) ทีมของ Eddie Howe (เอ็ดดี้ ฮาว) จะต้องบุกไปเยือน Barcelona (บาร์เซโลนา) ที่สนาม Nou Camp (คัมป์ นู) ในเลกที่สองของรอบ 16 ทีมสุดท้าย ผู้จัดการทีมกล่าวว่า “เราจำเป็นต้องชนะเกมนี้เพื่อเพิ่มโอกาสในการไปชนะที่ Barcelona (บาร์เซโลนา) และผ่านเข้าสู่รอบต่อไป” เขายังยอมรับว่า เกมที่ Nou Camp (คัมป์ นู) จะเป็นงานที่ยากมาก

“มันเป็นเกมที่ยากมาก แต่ชัยชนะจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทีม” สำหรับ Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เกมนี้ไม่ใช่แค่การยิงประตูชัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบโต้เสียงวิจารณ์ทั้งหมด ด้วยผลงานในสนามที่ชัดเจนที่สุด.

แมนฯ ซิตี้ ยังไม่ยอมยกธงขาวลุ้นแชมป์แม้ ฮาแลนด์ ฟอร์มห่วยแตก

แม้ว่า Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) จะยังมีโปรแกรมแข่งขันเหลืออีก 8 นัดในศึก Premier League (พรีเมียร์ลีก) และยังมีเกมตกค้างอยู่ 1 นัดเมื่อเทียบกับจ่าฝูงอย่าง Arsenal (อาร์เซน่อล) ซึ่งยังต้องบุกมาเยือนสนาม Etihad Stadium (เอติฮัด สเตเดียม) ในช่วงท้ายฤดูกาล แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะประกาศว่าการลุ้นแชมป์ของทีมเรือใบสีฟ้าสิ้นสุดลงแล้ว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้ เมื่อ Arsenal (อาร์เซน่อล) พลิกคว้าชัยชนะเหนือ Everton (เอฟเวอร์ตัน) ในช่วงท้ายเกมได้อย่างดราม่า ขณะที่ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) กลับทำได้เพียงบุกไปเสมอ West Ham United (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด) ที่สนาม London Stadium (ลอนดอน สเตเดียม) ผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ตามหลัง Arsenal (อาร์เซน่อล) ถึง 9 คะแนน แม้จะมีเกมตกค้างอยู่หนึ่งนัดก็ตาม ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ฟอร์มการเล่นของทีมในเกมนี้ยังดูไม่น่าเชื่อมั่นเลยแม้แต่น้อย หลังจบเกม Pep Guardiola (เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) ผู้จัดการทีมของ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ยอมรับตรง ๆ ว่า เขายังพยายามค้นหา “ความสมดุล” ภายในทีม ขณะที่ดาวยิงตัวความหวังอย่าง Erling Haaland (เออร์ลิง ฮาแลนด์) ก็กำลังประสบปัญหาฟอร์มตกอย่างเห็นได้ชัด

ฟอร์มของดาวยิงตัวท็อป อย่าง ฮาแลนด์ ดร็อปลงอย่างน่ากังวล

สถานการณ์ของ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ในเวลานี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านฟอร์มของ Erling Haaland (เออร์ลิง ฮาแลนด์) ในช่วง 17 นัดแรกของฤดูกาล Premier League (พรีเมียร์ลีก) ดาวยิงทีมชาติ Norway (นอร์เวย์) ยิงได้ถึง 19 ประตู และยังคงเป็นกองหน้าที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งของลีก แต่ในช่วง 12 นัดหลังสุด เขากลับทำได้เพียง 3 ประตูเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่แตกต่างอย่างมากจากช่วงต้นฤดูกาล ฟอร์มที่ดร็อปลงของ Erling Haaland (เออร์ลิง ฮาแลนด์) เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) คว้าตัว Antoine Semenyo (อองตวน เซเมนโย่) ปีกตัวจี๊ดจาก Bournemouth (บอร์นมัธ) เข้ามาร่วมทีมในเดือน January (มกราคม) หลังจาก Antoine Semenyo (อองตวน เซเมนโย่) ปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็ว Pep Guardiola (เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) จึงเริ่มทดลองระบบการเล่นใหม่ เพื่อดึงศักยภาพของแนวรุกทุกคนออกมาให้ได้มากที่สุด หนึ่งในแนวคิดที่ Pep Guardiola (เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) นำมาใช้คือระบบกองหน้าคู่ ซึ่งเป็นระบบที่เขาแทบไม่เคยใช้เลยตลอดช่วง 10 ปีแรกที่คุม Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) อย่างไรก็ตาม ในช่วง 11 เกมหลังสุด Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ใช้ระบบกองหน้าคู่เป็นตัวจริงถึง 9 นัด ในเกมกับ West Ham United (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด) ทีมเรือใบสีฟ้าเลือกส่ง Erling Haaland (เออร์ลิง ฮาแลนด์) และ Omar Marmoush (โอมาร์ มาร์มูช) ลงเป็นกองหน้าคู่ ขณะที่ Antoine Semenyo (อองตวน เซเมนโย่) ถูกวางตำแหน่งเป็นหมายเลข 10 แต่แผนดังกล่าวกลับไม่ประสบความสำเร็จ แม้ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) จะครองบอลได้มาก แต่พวกเขากลับไม่สามารถเจาะแนวรับที่ตั้งรับลึกของ West Ham United (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด) ได้เลย ตลอดครึ่งแรก ทีมของ Pep Guardiola (เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) ขาดความเข้มข้นและความดุดันอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในสาเหตุสำคัญอาจมาจากความพ่ายแพ้อย่างหนักในศึก UEFA Champions League (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) กลางสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ที่พวกเขาบุกไปแพ้ Real Madrid (เรอัล มาดริด) อย่างหมดรูป ซึ่งส่งผลต่อทั้งสภาพร่างกายและสภาพจิตใจของนักเตะ หลังจบครึ่งแรก Pep Guardiola (เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) ตัดสินใจปรับแผนการเล่นทันที โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบ 4-3-3 Antoine Semenyo (อองตวน เซเมนโย่) และ Omar Marmoush (โอมาร์ มาร์มูช) ถูกขยับออกไปเล่นเป็นปีกทั้งสองฝั่ง ไม่นานหลังจากเริ่มครึ่งหลัง Rayan Cherki (ราย็อง แชร์กี้) ถูกส่งลงสนามในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก และเกมรุกของ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ก็เริ่มมีชีวิตชีวามากขึ้น Erling Haaland (เออร์ลิง ฮาแลนด์) มีโอกาสทำประตูหลายครั้ง แต่ถูก Mads Hermansen (แมดส์ เฮอร์มันเซ่น) ผู้รักษาประตูของ West Ham United (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด) เซฟเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ตลอดทั้งเกม Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ยิงประตูไปถึง 24 ครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถทำประตูชัยได้

เป๊ปออกมายอมรับตนเลือกทีมพลาดทำผลงานทีมบู่

เป๊ปรับตนจัดตัวผิด

หลังจบเกม Pep Guardiola (เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การเลือกตัวผู้เล่นของเขาในเกมนี้อาจไม่ถูกต้อง เขากล่าวว่า “เราปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทีมมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น ด้วยการส่ง Rayan Cherki (ราย็อง แชร์กี้) Jeremy Doku (เฌเรมี่ โดกู) และ Phil Foden (ฟิล โฟเด้น) ลงสนาม แต่สุดท้ายเราก็ยังไม่สามารถชนะได้” Pep Guardiola (เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) ยังยอมรับว่าทีมอาจต้องเล่นอย่างดุดันกว่านี้ตั้งแต่ครึ่งแรก ผมสมควรโดน” Pep Guardiola (เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) ยังยอมรับว่าเขายังคงพยายามค้นหาสมดุลของทีมอยู่ “บางครั้งเพื่อความสมดุล เราต้องเรียนรู้ เราเคยใช้ Rayan Cherki (ราย็อง แชร์กี้) กับ Erling Haaland (เออร์ลิง ฮาแลนด์) พร้อมกัน ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก” “แต่ทีมใน Premier League (พรีเมียร์ลีก) ต้องมีเสถียรภาพ และตอนนี้เรายังไม่มีสิ่งนั้น ผมกำลังพยายามแก้ปัญหา และทีมก็ยังอยู่ในช่วงพัฒนา” แม้ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) จะไม่แพ้ใครใน Premier League (พรีเมียร์ลีก) มาแล้ว 18 นัด แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว พวกเขากลับทำแต้มหลุดจากสถานการณ์ที่นำอยู่ถึง 10 คะแนน ซึ่งเป็นจำนวนแต้มที่มากพอจะทำให้พวกเขาเสียตำแหน่งจ่าฝูงไป ทีมของ Pep Guardiola (เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) เคยนำในเกมกับ Chelsea (เชลซี) Brighton (ไบรท์ตัน) Tottenham Hotspur (ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์) Nottingham Forest (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์) และ West Ham United (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด) แต่สุดท้ายกลับจบลงด้วยผลเสมอทั้งหมด Joe Hart (โจ ฮาร์ท) อดีตผู้รักษาประตูของ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) แสดงความคิดเห็นผ่านรายการ Match of the Day (แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์) ว่า

 ถึงตอนนี้เริ่มเห็นถึงความยากลำบากของอดีตต้นสังกัดอย่างชัดเจน แต่ถ้ามองในแง่บวก แมนฯ ซิตี้ ยังมีนัดตกค้างอยู่ รวมไปถึง เกมในบ้านที่จะแข่งกับ Arsenal (อาร์เซน่อล) โดยตรง ส่วนโปรแกรมของ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ในช่วงต่อจากนี้ถือว่าหนักมาก หลังจากเกมเลกสองกับ Real Madrid (เรอัล มาดริด) ในศึก UEFA Champions League (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) พวกเขาต้องเจอกับ Arsenal (อาร์เซน่อล) ในรอบชิงชนะเลิศ League Cup (ลีก คัพ) จากนั้นหลังช่วงพักทีมชาติ พวกเขาจะพบกับ Liverpool (ลิเวอร์พูล) ในรอบก่อนรองชนะเลิศ FA Cup (เอฟเอ คัพ) ส่วนเกม Premier League (พรีเมียร์ลีก) นัดต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 12 April (12 เมษายน) โดย Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) จะพบกับ Chelsea (เชลซี) และอีกหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น พวกเขาจะเปิดบ้านพบกับ Arsenal (อาร์เซน่อล) ในเกมที่อาจตัดสินชะตาการลุ้นแชมป์ เกมนั้นอาจเป็นคำตอบว่า Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ยังมีโอกาสคว้าแชมป์ Premier League (พรีเมียร์ลีก) หรือไม่ และ Pep Guardiola (เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) จะสามารถพาทีมกลับมามี “สมดุล” ได้ทันเวลาหรือไม่.

อาร์เซน่อล เตรียมดึงดาวเตะใหม่ทำ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ ต้องอำลาทีมซัมเมอร์นี้

สโมสร อาร์เซน่อล (Arsenal) กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการวางแผนทีมสำหรับฤดูกาลใหม่ โดยมีรายงานว่า ทีมดังจาก กรุง ลอนดอน (London) อาจจำเป็นต้องปล่อยนักเตะบางรายออกจากทีมในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ เพื่อปรับสมดุลด้านการเงินและเปิดพื้นที่ในทีมสำหรับผู้เล่นใหม่ หนึ่งในนักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงนี้คือดาวรุ่งอย่าง ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) ซึ่งมีโอกาสย้ายออกจากสโมสร หากแผนการเสริมทัพของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) เดินหน้าอย่างจริงจังในช่วงตลาดนักเตะที่กำลังจะมาถึง รายงานจากสื่อยุโรประบุว่า อาร์เซน่อล (Arsenal) กำลังเริ่มต้นการเจรจาเพื่อดึงตัวผู้เล่นแนวรับรายใหม่ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของนักเตะดาวรุ่งรายนี้ หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ อาร์เซน่อล (Arsenal) อาจต้องปล่อยนักเตะออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ คือค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่สโมสรใช้ไปในตลาดนักเตะช่วงก่อนฤดูกาล ในช่วงตลาดซื้อขายที่ผ่านมา อาร์เซน่อล (Arsenal) เป็นหนึ่งในสโมสรของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่ใช้เงินเสริมทัพมากที่สุด การลงทุนครั้งใหญ่ดังกล่าวทำให้สโมสรจำเป็นต้องสร้างสมดุลด้านงบประมาณ ซึ่งอาจหมายถึงการขายนักเตะบางคนออกจากทีม ชื่อของ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองว่าอาจถูกปล่อยตัว นอกจาก ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) แล้ว ยังมีนักเตะอีกหนึ่งคนที่ถูกพูดถึงในข่าวการย้ายทีม นั่นคือ เบน ไวท์ (Ben White) กองหลังทีมชาติ อังกฤษ (England) รายนี้มีเวลาในการลงสนามลดลงอย่างเห็นได้ชัดในฤดูกาลนี้ สาเหตุสำคัญมาจากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของ ยูร์เรียน ทิมเบอร์ (Jurrien Timber) การที่ ยูร์เรียน ทิมเบอร์ (Jurrien Timber) กลายเป็นตัวเลือกหลักในแนวรับ ทำให้ เบน ไวท์ (Ben White) มีโอกาสลงสนามน้อยลง และเริ่มมีข่าวเชื่อมโยงกับการย้ายทีม

ฤดูกาลที่เงียบเหงาของ ลูอิส-สเคลลี่ แม้ทีมใกล้ไปถึงแชมป์

สำหรับ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) ฤดูกาล 2024/25 ถือเป็นปีที่สำคัญในอาชีพของเขา ดาวรุ่งจากอะคาเดมี่ของ อาร์เซน่อล (Arsenal) สามารถแจ้งเกิดกับทีมชุดใหญ่ และได้รับโอกาสลงสนามในหลายรายการ อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลปัจจุบัน เขากลับมีโอกาสลงสนามใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) น้อยมาก จนถึงตอนนี้ เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเพียง 1 นัดภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) แม้จะมีเวลาเล่นในลีกไม่มาก แต่ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) ยังได้รับโอกาสลงสนามในรายการยุโรป ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) ดาวรุ่งรายนี้ลงเล่นไปแล้ว 7 จาก 9 เกมของทีม และได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงถึง 6 นัด ผลงานในรายการยุโรปถือว่าน่าประทับใจ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเขาในระดับสูง

อาร์เซน่อล เล็งกองหลังรายใหม่ จากบุนเดสลีกา

ลูอิส สเคลลี่ จ่อย้ายทีมซัมเมอร์

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้อนาคตของ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) เริ่มไม่แน่นอน คือแผนการเสริมทัพของสโมสร มีรายงานว่า ผู้อำนวยการกีฬาของ อาร์เซน่อล (Arsenal) อย่าง อันเดรีย แบร์ต้า (Andrea Berta) กำลังพิจารณาคว้าตัวกองหลังรายใหม่ หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงคือ ติโน่ ลิฟราเมนโต้ (Tino Livramento) จากสโมสร นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (Newcastle United) หากดีลดังกล่าวเกิดขึ้นจริง การแข่งขันในตำแหน่งแนวรับของทีมจะยิ่งสูงขึ้น นอกจาก ติโน่ ลิฟราเมนโต้ (Tino Livramento) แล้ว อาร์เซน่อล (Arsenal) ยังตกเป็นข่าวกับกองหลังดาวรุ่งจาก บุนเดสลีกา (Bundesliga)

รายงานจากสื่อ ประเทศ ฝรั่งเศส (France) อย่าง L'Equipe ระบุว่า สโมสรจาก กรุง ลอนดอน (London) กำลังทำงานเพื่อคว้าตัวกองหลังของ แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) อย่าง คาสเตลโล่ ลูเกบา (Castello Lukeba) ดาวเตะชาว ฝรั่งเศส (France) รายนี้กำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกสูงสุดของ ประเทศ เยอรมนี (Germany) ในฤดูกาลนี้ คาสเตลโล่ ลูเกบา (Castello Lukeba) ลงสนามใน บุนเดสลีกา (Bundesliga) ไปแล้ว 19 นัด โดยทำได้ 1 ประตู จากตำแหน่งกองหลังตัวกลาง นักเตะวัย 23 ปีรายนี้ยังมีสัญญากับ แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) จนถึงปี 2029 ทำให้หาก อาร์เซน่อล (Arsenal) ต้องการตัวเขาจริง อาจต้องยื่นข้อเสนอจำนวนมาก ก่อนที่จะย้ายมาเล่นใน ประเทศ เยอรมนี (Germany) คาสเตลโล่ ลูเกบา (Castello Lukeba) เติบโตมาจากระบบเยาวชนของสโมสร โอลิมปิก ลียง (Olympique Lyonnais) ใน ประเทศ ฝรั่งเศส (France) หลังจากทำผลงานได้อย่างโดดเด่น เขาย้ายไปอยู่กับ แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) ในปี 2023 ปัจจุบันเขายังเริ่มมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชาติ ฝรั่งเศส (France) ชุดใหญ่ โดยเขาเคยลงสนามภายใต้การคุมทีมของ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ (Didier Deschamps) มาแล้ว 1 นัด หาก อาร์เซน่อล (Arsenal) ต้องการคว้าตัว คาสเตลโล่ ลูเกบา (Castello Lukeba) จริง

สโมสรอาจต้องปล่อยผู้เล่นบางคนออกจากทีมเพื่อสร้างพื้นที่ในทีมและงบประมาณ

นักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ

  •         เบน ไวท์ (Ben White)
  •         ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly)

หนึ่งในสองคนนี้อาจต้องย้ายทีม หากดีลกองหลังรายใหม่เกิดขึ้นจริง นอกจากตำแหน่งกองหลังแล้ว อาร์เซน่อล (Arsenal) ยังมีการเปลี่ยนแปลงในแนวรุก กองหน้าชาว บราซิล (Brazil) อย่าง กาเบรียล เชซุส (Gabriel Jesus) ก็ถูกพูดถึงในข่าวการย้ายทีมเช่นกัน แม้เขาจะเล่นในตำแหน่งที่แตกต่างจาก ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) แต่การปรับโครงสร้างทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่งในทีม ดูเหมือนว่า มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ต้องการปรับโครงสร้างทีม อาร์เซน่อล (Arsenal) ครั้งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์นี้ เป้าหมายคือการเพิ่มคุณภาพของทีม และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันทั้งใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) การเสริมทัพและการปล่อยผู้เล่นบางคนออกจากทีมจึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของสโมสร สถานการณ์ของ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) กับ อาร์เซน่อล (Arsenal) กำลังอยู่ในช่วงสำคัญ

แม้เขาจะเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูงของสโมสร แต่การแข่งขันในทีมที่เพิ่มขึ้น และแผนการเสริมทัพของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) อาจทำให้อนาคตของเขาไม่แน่นอน หาก อาร์เซน่อล (Arsenal) เดินหน้าคว้าตัว คาสเตลโล่ ลูเกบา (Castello Lukeba) หรือ ติโน่ ลิฟราเมนโต้ (Tino Livramento) จริง สโมสรอาจต้องปล่อยนักเตะบางรายออกจากทีม และหนึ่งในนั้นอาจเป็น ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในดีลที่น่าจับตามองของตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน.

เป้าหมายชัดเจนของ ไมเคิล คาร์ริค กับโอกาสคุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถาวร

อนาคตของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กำลังเป็นประเด็นสำคัญในวงการฟุตบอล ประเทศ อังกฤษ (England) หลังจากผลงานของทีมภายใต้การคุมทัพของผู้จัดการทีมชั่วคราวอย่าง ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) กลับมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้ทีมจะทำผลงานยอดเยี่ยมจนกลายเป็นหนึ่งในทีมที่เก็บคะแนนได้มากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ตั้งแต่เขาเข้ามารับตำแหน่ง แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ นั่นคือ เขาดีพอที่จะได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวรของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) หรือไม่ อดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาใน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) และทีมชาติ อังกฤษ (England) อย่าง เวย์น รูนี่ย์ (Wayne Rooney) และ แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยทั้งสองต่างยอมรับว่าผลงานของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) น่าประทับใจ แต่ก็ยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ ก่อนที่ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) จะเข้ามารับตำแหน่ง ผู้จัดการทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) คือกุนซือชาว โปรตุเกส (Portugal) อย่าง รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) อย่างไรก็ตาม ผลงานของทีมในช่วงต้นปีไม่เป็นไปตามที่สโมสรคาดหวัง ทำให้ รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) ถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนมกราคม ในเวลานั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) รั้งอันดับที่ 7 ของตาราง พรีเมียร์ลีก (Premier League) และมีคะแนนตามหลังทีมอันดับต้น ๆ อยู่พอสมควร สถานการณ์ของทีมดูเหมือนจะไม่มั่นคง และหลายฝ่ายกังวลว่าฤดูกาลอาจจบลงอย่างน่าผิดหวัง

ผลงานของ คาร์ริค ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด

หลังจากเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชั่วคราว ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) สามารถพาทีมกลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ตั้งแต่เขาเริ่มคุมทีม ไม่มีทีมใดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่เก็บคะแนนได้มากกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ผลงานดังกล่าวทำให้ทีมสามารถไล่ตามคู่แข่งอย่าง แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ได้สำเร็จ ในช่วงเวลานั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ตามหลัง แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) อยู่ถึง 11 คะแนน แต่ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของทีมภายใต้การคุมทัพของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ทำให้ทีมสามารถไล่ขึ้นมารั้งอันดับที่ 3 ของตารางได้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้แฟนบอลจำนวนมากเริ่มเชื่อว่าเขาอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวร

เวย์น รูนี่ย์ เชื่อ คาร์ริค มีโอกาสสูง

รูนี่ย เนวิลล์

หนึ่งในคนที่สนับสนุน ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) มากที่สุดคืออดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง เวย์น รูนี่ย์ (Wayne Rooney)อดีตกองหน้าระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Stick to Football ว่าหาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) สามารถจบฤดูกาลด้วยการคว้าโควตาไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) ได้ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ก็ควรได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวร

เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าถ้าทีมได้ไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) เขาควรได้งานนี้” “ถ้าเกิดขึ้นจริง เขาจะกลายเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งทันที หากสโมสรต้องการผู้จัดการทีมคนใหม่” ความคิดเห็นของ เวย์น รูนี่ย์ (Wayne Rooney) สะท้อนให้เห็นว่า ผลงานในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาลจะมีความสำคัญอย่างมากต่ออนาคตของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) แม้ว่า แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) จะยอมรับว่าผลงานของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) น่าประทับใจ แต่เขามองว่าสโมสรยังควรเปิดรับตัวเลือกอื่น ๆ อดีตกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กล่าวว่า สโมสรไม่ควรรีบตัดสินใจเกี่ยวกับผู้จัดการทีมถาวรในตอนนี้ เขากล่าวว่า “สโมสรควรเดินหน้าหาผู้จัดการทีมคนอื่น ๆ ไปพร้อมกัน” เหตุผลสำคัญคือ ยังไม่มีใครรู้ว่าผลงานของทีมจะเป็นอย่างไรในช่วงที่เหลือของฤดูกาล หากผลการแข่งขันเปลี่ยนไป การตัดสินใจของสโมสรอาจต้องเปลี่ยนตาม อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) คือจำนวนผู้จัดการทีมระดับโลกที่พร้อมรับงาน แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) กล่าวถึงกรณีที่ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ตัดสินใจต่อสัญญากับทีมชาติ อังกฤษ (England) เหตุการณ์นี้ทำให้ตัวเลือกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ลดลงไปอีกหนึ่งคน เขากล่าวว่า “การที่ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ต่อสัญญากับทีมชาติ อังกฤษ (England) ทำให้ตัวเลือกของสโมสรลดลง และอาจช่วยเพิ่มโอกาสให้กับ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick)” แม้จะชื่นชอบ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) เป็นการส่วนตัว แต่ แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขา เขามองว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) เคยลองเสี่ยงกับผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์ไม่มากมาแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ (Ole Gunnar Solskjaer) อดีตนักเตะของทีมที่เคยเข้ามาคุมทีมชั่วคราว และต่อมาถูกแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมถาวร แม้ว่าในช่วงแรกผลงานจะดี แต่สุดท้ายโครงการนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) เชื่อว่าสโมสรควรลดความเสี่ยงให้มากที่สุดในการเลือกผู้จัดการทีมคนใหม่ เขากล่าวว่า “ผมไม่ได้ต่อต้านการแต่งตั้ง ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) เลย” “ผมรักเขามาก แต่ผมคิดว่าสโมสรควรเลือกผู้จัดการทีมระดับท็อปที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้” ความคิดเห็นนี้สะท้อนถึงความต้องการของหลายฝ่ายที่อยากเห็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กลับไปสู่ยุคแห่งความสำเร็จอีกครั้ง สถานการณ์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ในเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

ผลงานของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ในฐานะผู้จัดการทีมชั่วคราวถือว่าน่าประทับใจอย่างมาก และทำให้ทีมกลับมามีลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะมอบตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวรให้กับเขาหรือไม่ ยังคงขึ้นอยู่กับผลงานในช่วงที่เหลือของฤดูกาล หาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) สามารถจบฤดูกาลในอันดับที่ได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) ได้จริงโอกาสของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ในการกลายเป็นผู้จัดการทีมถาวรของสโมสร ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน สโมสรอาจยังคงต้องพิจารณาตัวเลือกอื่น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจครั้งต่อไป จะเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของทีม.

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เล็งคว้าตัว อุสมาน เดมเบเล่ เสริมทัพครั้งใหญ่ช่วงซัมเมอร์

กระแสข่าวการย้ายทีมครั้งใหญ่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในตลาดนักเตะยุโรป เมื่อมีรายงานว่า สโมสรยักษ์ใหญ่จาก ประเทศ อังกฤษ (England) อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) กำลังเตรียมเดินหน้าคว้าตัวแนวรุกทีมชาติ ฝรั่งเศส (France) อย่าง อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) จากสโมสร ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ ดาวเตะวัย 28 ปี ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัล บัลลงดอร์ (Ballon d'Or) ประจำปี 2025 กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ถูกจับตามองมากที่สุดในวงการฟุตบอลยุโรป โดยเฉพาะหลังจากมีข่าวว่าทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) กำลังต้องการเสริมเกมรุกเพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับทีมในฤดูกาลหน้า รายงานจากสื่อฟุตบอลยุโรประบุว่า การย้ายทีมของ อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) ไปยัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) อาจกลายเป็นหนึ่งในดีลที่ใหญ่ที่สุดของตลาดนักเตะปีนี้ หากการเจรจาสำเร็จ

เส้นทางความสำเร็จกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

เดมเบเล่ จ่อย้ายซํมเมอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นตัวรุกที่สำคัญที่สุดของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) ภายใต้การคุมทีมของกุนซือชาว สเปน (Spain) อย่าง หลุยส์ เอ็นริเก้ (Luis Enrique) แม้ฤดูกาลล่าสุดเขาจะต้องเผชิญกับปัญหาอาการบาดเจ็บอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ยังคงมีบทบาทสำคัญกับทีม โดยเฉพาะในฤดูกาลที่ผ่านมา ที่เขาช่วยพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) ได้สำเร็จ ความสำเร็จในรายการใหญ่ที่สุดของสโมสรยุโรปนั้น ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) คว้ารางวัล บัลลงดอร์ (Ballon d'Or) ในปี 2025 นอกจากนี้ ทีม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมใน ลีก เอิง (Ligue 1) ของ ประเทศ ฝรั่งเศส (France) โดยปัจจุบันพวกเขากำลังนำเป็นจ่าฝูงของตารางคะแนน เหนือทีมอันดับสองอย่าง ล็องส์ (Lens) แม้จะเป็นผู้เล่นระดับโลก แต่ฤดูกาลนี้ของ อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) ก็ไม่ได้ราบรื่นเท่าที่ควร ปัญหาอาการบาดเจ็บทำให้เขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงใน ลีก เอิง (Ligue 1) เพียง 7 นัดเท่านั้นในฤดูกาลนี้ ด้วยโปรแกรมการแข่งขันที่แน่นทั้งในลีกภายในประเทศ และรายการยุโรป ทำให้ร่างกายของอดีตดาวเตะ บาร์เซโลน่า (Barcelona) ต้องรับภาระหนัก อย่างไรก็ตาม แม้จะลงสนามไม่มากนัก เขาก็ยังสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยยิงไป 12 ประตู พร้อมทำอีก 7 แอสซิสต์ ตัวเลขดังกล่าวถือว่าน่าประทับใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่านี่คือปีที่มีการแข่งขัน ฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) ซึ่งทีมชาติ ฝรั่งเศส (France) กำลังตั้งความหวังไว้สูง หลังจากที่พวกเขาเคยเข้าใกล้แชมป์โลกอย่างมากในปี 2022 ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติ อาร์เจนตินา (Argentina) ในรอบชิงชนะเลิศ

ข่าวการย้ายทีมเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สื่อฟุตบอลหลายสำนักในยุโรปเริ่มรายงานข่าวเกี่ยวกับอนาคตของ อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในรายงานที่สร้างความฮือฮามากที่สุดมาจากเว็บไซต์ข่าวฟุตบอล Fichajes ซึ่งระบุว่า ดาวเตะทีมชาติ ฝรั่งเศส (France) กำลังพิจารณาย้ายออกจาก ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ (Parc des Princes) โดยเป้าหมายต่อไปของเขาคือการไปท้าทายใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ของ ประเทศ อังกฤษ (England) รายงานดังกล่าวระบุว่า สโมสรที่ถูกเลือกไว้แล้วก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ทำให้ข่าวการย้ายทีมมีน้ำหนักมากขึ้น คือการพบกันระหว่างเอเยนต์ของนักเตะ และผู้บริหารของสโมสร เอเยนต์ของ อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) อย่าง มุสซ่า ซิสโซโก้ (Moussa Sissoko) ได้มีการพบกับผู้อำนวยการกีฬาของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) อย่าง ฮูโก้ เวียน่า (Hugo Viana) แม้ว่าจะยังไม่มีการเจรจาอย่างเป็นทางการในเวลานี้ แต่รายงานระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีความสนใจที่จะกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ประเมินมูลค่านักเตะ Transfermarkt มูลค่าปัจจุบันของ อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) อยู่ที่ประมาณ 100 ล้านยูโร หรือประมาณ 86.3 ล้านปอนด์ หากการย้ายทีมเกิดขึ้นจริง ดีลนี้จะกลายเป็นหนึ่งในดีลที่ใหญ่ที่สุดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นักเตะยังมีสัญญากับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) จนถึงปี 2028 แม้จะมีข่าวการย้ายทีมออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ฝ่ายบริหารของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) ยังไม่ต้องการปล่อยตัวนักเตะรายนี้ออกจากทีมง่าย ๆ รายงานระบุว่าบอร์ดบริหารของสโมสรต้องการต่อสัญญาฉบับใหม่กับ อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) และมีแผนจะสร้างทีมโดยมีเขาเป็นศูนย์กลางของโครงการกีฬาในอนาคต นั่นหมายความว่า หาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ต้องการตัวนักเตะจริง พวกเขาอาจต้องยื่นข้อเสนอที่สูงมากเพื่อโน้มน้าวให้สโมสรจาก ประเทศ ฝรั่งเศส (France) ยอมปล่อยตัว หากการย้ายทีมเกิดขึ้นจริง อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวรุกคนสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ความสามารถในการเลี้ยงบอล ความเร็ว และการสร้างสรรค์เกมรุกของเขา อาจเข้ากับระบบการเล่นของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ได้อย่างดี นอกจากนี้ ประสบการณ์ในรายการใหญ่ทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) และ ฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) ก็เป็นสิ่งที่ทีมจาก เมือง แมนเชสเตอร์ (Manchester) ต้องการ ข่าวการย้ายทีมของ อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) ไปยัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) อาจยังอยู่ในขั้นตอนของการพูดคุยเบื้องต้น แต่สัญญาณหลายอย่างบ่งชี้ว่า ดีลนี้มีโอกาสเกิดขึ้นจริงในช่วงตลาดนักเตะซัมเมอร์ หากการย้ายทีมสำเร็จ จะถือเป็นอีกหนึ่งดีลระดับบิ๊กดีลของวงการฟุตบอลยุโรป และอาจเปลี่ยนสมดุลของการแข่งขันใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ได้อย่างมาก ในขณะเดียวกัน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) ก็ยังคงพยายามรักษาดาวเตะระดับโลกคนนี้ไว้กับทีม ดังนั้น อนาคตของ อุสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) จะยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดนักเตะยุโรปในช่วงหลายเดือนข้างหน้าอย่างแน่นอน.

แฮร์รี เรดแนปป์ ชี้วิกฤต สเปอร์ส ตอนนี้หนักเกินกว่าจะ ยอมรับได้

สถานการณ์ของสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในฤดูกาลนี้กำลังตกอยู่ในช่วงวิกฤตอย่างหนัก จนทำให้อดีตผู้จัดการทีมระดับตำนานของสโมสรอย่าง แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ต้องออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานของทีมในยุคการคุมทีมของ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) กุนซือวัย 79 ปี ซึ่งเคยคุมทีม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในช่วงปี 2008 ถึง 2012 เปิดเผยว่า สิ่งที่เขาเห็นในเกมล่าสุดของทีมทำให้เขารู้สึกตกใจอย่างมาก และยอมรับว่าไม่เคยเห็นสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับทีมมาก่อน ความคิดเห็นของ แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) เกิดขึ้นในช่วงที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) กำลังเผชิญกับฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ และต้องเตรียมบุกไปเยือน ลิเวอร์พูล (Liverpool) ในศึก พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่สนาม แอนฟิลด์ (Anfield)

การเข้ามาของ อิกอร์ ทูดอร์ และความคาดหวังของแฟนบอล

หลังจากสโมสรตัดสินใจปลดผู้จัดการทีมชาว เดนมาร์ก (Denmark) อย่าง โธมัส แฟรงค์ (Thomas Frank) ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ได้แต่งตั้ง อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) เข้ามารับหน้าที่ผู้จัดการทีมชั่วคราวจนจบฤดูกาล การแต่งตั้งกุนซือชาว โครเอเชีย (Croatia) รายนี้สร้างความคาดหวังให้กับแฟนบอลจำนวนมาก เนื่องจากเขาเคยมีประสบการณ์คุมทีมระดับสูง รวมถึงการทำงานกับสโมสรยักษ์ใหญ่ของ ประเทศ อิตาลี (Italy) อย่าง ยูเวนตุส (Juventus) อย่างไรก็ตาม ผลงานของทีมหลังจากที่ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) เข้ามารับตำแหน่งกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทีมต้องพบกับความพ่ายแพ้ติดต่อกันถึง 4 นัด

โดยคู่แข่งที่สามารถเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ได้ ได้แก่

  •         อาร์เซน่อล (Arsenal)
  •         ฟูแล่ม (Fulham)
  •         คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace)
  •         แอตเลติโก มาดริด (Atletico Madrid)

ผลงานดังกล่าวทำให้สถานการณ์ของทีมในฤดูกาลนี้ยิ่งเลวร้ายลง และทำให้แฟนบอลจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับทิศทางของสโมสร

เกมที่ แอต มาดริด จุดชนวนคำวิจารณ์ถาโถม

คิดนส์กี้ วิคาริโอ้

หนึ่งในเกมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการแข่งขันกับ แอตเลติโก มาดริด (Atletico Madrid) ที่สนาม วานด้า เมโทรโปลิตาโน (Wanda Metropolitano) ในเกมดังกล่าว ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ และตกเป็นฝ่ายตามหลังถึง 3-0 ภายในเวลาเพียง 15 นาทีแรก สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อผู้รักษาประตูดาวรุ่งของทีมอย่าง อันโตนิน คินสกี้ (Antonin Kinsky) ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 17 การตัดสินใจของ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ที่ส่ง กูลเยลโม่ วิคาริโอ (Guglielmo Vicario) ลงมาแทน กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ผู้เล่นหลายคนของทีมเดินตาม อันโตนิน คินสกี้ (Antonin Kinsky) ลงอุโมงค์หลังจากเขาถูกเปลี่ยนตัวออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดภายในทีม แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) เปิดเผยความรู้สึกของเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเกมนั้นว่า “ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน จากสิ่งที่เกิดขึ้นที่ กรุง มาดริด (Madrid) ในคืนนั้น” “ผมรู้สึกแย่แทน อันโตนิน คินสกี้ (Antonin Kinsky) จริง ๆ”เขายอมรับว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในเกมนั้นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้รักษาประตูดาวรุ่งรายนี้ “มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับเด็กคนหนึ่ง และผมหวังว่าเขาจะมีคนดี ๆ อยู่รอบตัวเขา” แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพจิตใจของนักเตะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) เขามองว่าความมั่นใจของทีมในเวลานี้อาจอยู่ในระดับต่ำที่สุดแล้ว “นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับ สเปอร์ส (Spurs) พวกเขาไม่สามารถแพ้แบบยับเยินอีกได้ เพราะดูเหมือนว่าความมั่นใจของทีมกำลังตกลงไปถึงจุดต่ำสุด” ก่อนเกมที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) จะต้องไปเยือน ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่สนาม แอนฟิลด์ (Anfield) แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสของทั้งสองทีม แม้ว่าเขาจะยอมรับว่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) ภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) ก็มีฟอร์มที่ไม่แน่นอนในบางช่วงของฤดูกาล เขากล่าวว่า “มันเป็นเกมที่ทำนายยาก ลิเวอร์พูล (Liverpool) เองก็เล่นได้ไม่ดีนักในเกมที่ อิสตันบูล (Istanbul)” อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการแพ้ 1-0 ในสนามแห่งนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย “การแพ้ 1-0 ที่สนามนั้นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ และผมยังคิดว่าพวกเขามีโอกาสผ่านเข้ารอบ” แม้จะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับฟอร์มของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) แต่ แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ยังเชื่อว่าทีมจาก เมอร์ซีย์ไซด์ (Merseyside) มีศักยภาพมากพอที่จะเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ได้ เขากล่าวว่า “ในเวลาเดียวกัน ฤดูกาลนี้ของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ก็มีหลายผลการแข่งขันที่คาดไม่ถึง” “ใครจะคิดว่าพวกเขาจะแพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (Wolverhampton Wanderers) ได้” อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเกมที่กำลังจะเกิดขึ้น เขายังคงให้ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เป็นฝ่ายได้เปรียบ เมื่อถูกถามถึงการคาดการณ์ผลการแข่งขัน แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ตอบอย่างชัดเจน “ผมให้ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ชนะ 2-0” เขายังพูดถึงผู้เล่นที่น่าจับตามองในเกมนี้ด้วย “คนที่ต้องจับตาดูคือ ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ (Florian Wirtz)” ดาวเตะชาว เยอรมนี (Germany) ทำผลงานได้ไม่สม่ำเสมอในเกมที่ อิสตันบูล (Istanbul) และ แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) มองว่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) ต้องการผลงานที่ดีกว่านี้จากเขา คำทำนายของ แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ที่มองว่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) จะสามารถเก็บคลีนชีตได้ อาจสะท้อนถึงมุมมองของเขาที่มีต่อเกมรุกของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในช่วงหลายเกมที่ผ่านมา ทีมประสบปัญหาในการสร้างโอกาสทำประตู และฟอร์มการเล่นโดยรวมยังขาดความต่อเนื่อง หากทีมยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ การบุกไปเยือน แอนฟิลด์ (Anfield) อาจกลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่ยากลำบาก สถานการณ์ของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาล การเข้ามาของ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลงานของทีมได้อย่างที่แฟนบอลคาดหวัง ขณะที่อดีตกุนซือของทีมอย่าง แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพทีมในเวลานี้ เกมกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่สนาม แอนฟิลด์ (Anfield) อาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) เพราะหากทีมยังคงพ่ายแพ้ต่อไป ความกดดันต่อ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) และอนาคตของทีมในฤดูกาลนี้ อาจยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

หรือปืนจะเป็นแชมป์ที่น่าเกลียดที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อสถิติออกมาพูดแทนคำวิจารณ์

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสวิจารณ์เกี่ยวกับรูปแบบการเล่นของ อาร์เซน่อล (Arsenal) ภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) กลับมาเป็นประเด็นร้อนในวงการฟุตบอล อังกฤษ อีกครั้ง หลังจากพวกเขาเอาชนะ เชลซี (Chelsea) ด้วยสองประตูที่เกิดจากลูกตั้งเตะ อดีตกองหน้าทีมชาติ อังกฤษ และแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) อย่าง คริส ซัตตัน (Chris Sutton) แสดงความคิดเห็นว่า “อาร์เซน่อล ได้ประตูจากลูกตั้งเตะอีกแล้ว ถ้าพวกเขาคว้าแชมป์ลีกได้จริง ทีมนี้อาจกลายเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ที่เล่นฟุตบอลน่าเกลียดที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ได้” ในขณะที่อดีตกองกลางระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) อย่าง พอล สโคลส์ (Paul Scholes) ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นในทำนองเดียวกัน โดยเขามองว่า “ทีมของ อาร์เซน่อล อาจเป็นทีมที่น่าเบื่อที่สุด ที่เคยคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก” คำวิจารณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญขึ้นมา นั่นคือ รูปแบบการเล่นของ อาร์เซน่อล (Arsenal) ในฤดูกาลนี้ น่าเบื่อหรือไม่น่าดูจริงหรือไม่ และถ้าพวกเขาคว้าแชมป์ลีกได้จริง ตัวเลขทางสถิติจะสนับสนุนคำวิจารณ์เหล่านั้นหรือไม่

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า ฤดูกาลนี้ อาร์เซน่อล (Arsenal) ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) กำลังนำเป็นจ่าฝูงของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) โดยมีคะแนนนำคู่แข่งถึง 7 คะแนน นอกจากนั้น พวกเขายังผ่านเข้าสู่

  • รอบชิงชนะเลิศ ลีก คัพ (League Cup)
  • รอบก่อนรองชนะเลิศ เอฟเอ คัพ (FA Cup)
  • และยังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League)

ที่สำคัญ เส้นทางการแข่งขันของพวกเขายังถือว่าอยู่ในสายที่ไม่หนักมากนัก ทำให้มีโอกาสสูงที่จะลุ้นความสำเร็จในหลายรายการพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องความสวยงามของเกม แต่คือ “ชัยชนะ” เขากล่าวว่า “สิ่งสำคัญคือการเล่นฟุตบอลในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่เกมนั้นต้องการ เพื่อให้ทีมมีโอกาสชนะมากที่สุด นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” หากพิจารณาจากสถิติการทำประตูของ อาร์เซน่อล (Arsenal) ในฤดูกาลนี้ ตัวเลขไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนคิด จนถึงตอนนี้ พวกเขายิงไปแล้ว 59 ประตู จากการลงเล่น 30 นัดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) คิดเป็นค่าเฉลี่ย 1.97 ประตูต่อเกม หากพวกเขายังคงรักษาอัตราการยิงประตูในระดับนี้ไปจนจบฤดูกาล พวกเขาอาจกลายเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ที่ยิงประตูน้อยที่สุดนับตั้งแต่ เลสเตอร์ ซิตี้ (Leicester City) คว้าแชมป์ในฤดูกาล 2015-16 ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 1.79 ประตูต่อเกม แต่ที่น่าสนใจคือ อัตราการทำประตูของ อาร์เซน่อล (Arsenal) ในฤดูกาลนี้ ยังสูงกว่าแชมป์ พรีเมียร์ลีก หลายทีมในอดีต รวมถึง

  •         ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ถึง 5 ชุด
  •         ทีม เชลซี (Chelsea) ของ โชเซ่ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) ทั้ง 3 ชุด
  •         รวมถึงทีม “ไร้พ่าย” ของ อาร์เซน่อล (Arsenal Invincibles) ในฤดูกาล 2003-04

ซึ่งทีมไร้พ่ายของ อาร์แซน เวนเกอร์ (Arsène Wenger) มีค่าเฉลี่ยการยิงประตูเพียง 1.92 ประตูต่อเกมเท่านั้น

จุดที่ทำให้ อาร์เซน่อล ถูกวิจารณ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดของการทำประตู ก็จะพบสาเหตุสำคัญที่ทำให้ อาร์เซน่อล (Arsenal) ถูกวิจารณ์ จาก 59 ประตูที่ทีมทำได้ในฤดูกาลนี้ มีถึง 24 ประตู ที่มาจากลูกตั้งเตะ คิดเป็น 41 เปอร์เซ็นต์ของประตูทั้งหมด ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) นี่จึงทำให้หลายคนมองว่า เกมรุกของ อาร์เซน่อล (Arsenal) ในโอเพ่นเพลย์ อาจไม่ได้เฉียบคมเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม มีความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ผู้ที่ออกมาวิจารณ์ อาร์เซน่อล (Arsenal) อย่าง คริส ซัตตัน (Chris Sutton) และ พอล สโคลส์ (Paul Scholes) ต่างก็เคยเล่นให้กับทีมแชมป์ลีก ที่พึ่งพาลูกตั้งเตะไม่น้อยเช่นกัน ทีม แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (Blackburn Rovers) ชุดแชมป์ฤดูกาล 1994-95 ที่มี คริส ซัตตัน (Chris Sutton) เป็นกำลังสำคัญ ยิงไป 80 ประตู โดย 28 ประตู มาจากลูกตั้งเตะ คิดเป็น 35 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ชุดแชมป์ฤดูกาล 2007-08 ที่มี พอล สโคลส์ (Paul Scholes) ก็มีสัดส่วนประตูจากลูกตั้งเตะเท่ากัน คือ 35 เปอร์เซ็นต์

เกมโอเพ่นเพลย์ของ อาร์เซน่อล กับการถูกกล่าวหาว่าเป็นทีมแชมป์จากลูกตั้งเตะ

อาร์เซน่อล กับการทำประตู

แม้ว่าทีมจะทำประตูจากลูกตั้งเตะได้มาก แต่เมื่อดูเฉพาะการทำประตูจากโอเพ่นเพลย์ อาร์เซน่อล (Arsenal) ยิงได้เฉลี่ยเพียง 1.17 ประตูต่อเกม ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากสำหรับทีมที่กำลังลุ้นแชมป์ โดยในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) มีเพียงทีมเดียวที่ยิงประตูจากโอเพ่นเพลย์ได้น้อยกว่านี้ และยังคว้าแชมป์ได้ นั่นคือทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ชุดแชมป์ฤดูกาลแรกของ พรีเมียร์ลีก ในปี 1992-93 สำหรับ เวย์น รูนี่ย์ (Wayne Rooney) อดีตกองหน้าทีมชาติ อังกฤษ และแชมป์ พรีเมียร์ลีก 5 สมัย เขาไม่เห็นด้วยกับคำวิจารณ์เหล่านี้ เขากล่าวในรายการ The Wayne Rooney Show ว่า “ผมได้ยินคนพูดถึง อาร์เซน่อล เยอะมากเกี่ยวกับสไตล์การเล่นของพวกเขา แต่ผมคิดว่าพวกเขาเล่นได้ยอดเยี่ยม” “ผมสนุกกับการดูพวกเขาเล่น ลูกตั้งเตะก็เป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอล แล้วทำไมคุณจะไม่ใช้มันล่ะ” หนึ่งในผู้วิจารณ์ อาร์เซน่อล (Arsenal) อย่างเปิดเผยคือผู้จัดการทีม ไบรท์ตัน (Brighton) อย่าง ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ (Fabian Hurzeler) หลังเกมที่ทีมของเขาแพ้ อาร์เซน่อล (Arsenal) 0-1 เขาออกมาพูดถึงแนวทางการเล่นของทีมปืนใหญ่ แต่ในเวลาต่อมา เขาเปิดเผยว่า เขาและ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ได้พูดคุยกันผ่านข้อความส่วนตัว “เรามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างดี เขาบอกมุมมองของเขา และผมก็แชร์มุมมองของผม” อย่างไรก็ตาม ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ (Fabian Hurzeler) ยืนยันว่า เขาให้ความเคารพต่อทีม อาร์เซน่อล (Arsenal) อย่างมาก “ถ้าพวกเขาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก พวกเขาสมควรได้รับมันอย่างแน่นอน” ในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) มีหลายทีมที่คว้าแชมป์ได้ แม้จะไม่ได้เล่นฟุตบอลที่สวยงาม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือทีม เลสเตอร์ ซิตี้ (Leicester City) ชุดแชมป์ฤดูกาล 2015-16 ทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ (Claudio Ranieri) ยิงไปทั้งหมด 68 ประตู โดย 10 ประตู มาจากลูกจุดโทษ พวกเขายังเป็นทีมที่มีจำนวนการยิงประตู และจำนวนการสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่ง น้อยที่สุดในบรรดาทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก ที่สำคัญ จากชัยชนะ 23 นัดของพวกเขา มีถึง 14 นัด ที่ชนะด้วยสกอร์เพียงลูกเดียว แม้ว่าจะมีคำพูดติดปากว่า “1-0 to the Arsenal” แต่ในฤดูกาลนี้ อาร์เซน่อล (Arsenal) ชนะด้วยสกอร์ 1-0 เพียง 5 นัด จากชัยชนะทั้งหมด 20 นัด ซึ่งถือว่าน้อยกว่าทีมแชมป์หลายทีมในอดีต

ตัวอย่างเช่น ทีม เชลซี (Chelsea) ชุดแชมป์ฤดูกาล 2004-05 ของ โชเซ่ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) ชนะ 1-0 ถึง 11 นัด ขณะที่ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ชุดแชมป์ฤดูกาล 2008-09 ก็ชนะ 1-0 ถึง 10 นัด อีกหนึ่งคำวิจารณ์ที่มักถูกพูดถึง คือเรื่องของ “ดาร์ก อาร์ตส์” หรือการเล่นแบบเจ้าเล่ห์ในเกม อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากสถิติใบเหลืองของ อาร์เซน่อล (Arsenal) พวกเขาได้รับใบเหลืองเพียง 40 ใบ จาก 30 เกม ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับสถิติของทีมแชมป์ในอดีต

ตัวอย่างเช่น ทีม เชลซี (Chelsea) ชุดแชมป์ฤดูกาล 2014-15 ได้รับใบเหลืองรวมถึง 73 ใบ ยิ่งไปกว่านั้น อาร์เซน่อล (Arsenal) ยังมีโอกาสกลายเป็นเพียงทีมที่ 4 ในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่คว้าแชมป์โดยไม่มีผู้เล่นถูกใบแดงเลยแม้แต่คนเดียว แม้ว่า อาร์เซน่อล (Arsenal) อาจไม่ได้เล่นฟุตบอลที่สวยงามแบบทีม บาร์เซโลน่า (Barcelona) ชุดปี 2008-09 ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola)

แต่ตัวเลขทางสถิติแสดงให้เห็นว่า รูปแบบการเล่นของพวกเขา ไม่ได้แตกต่างจากทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในอดีตมากนักหลายทีมที่เคยคว้าแชมป์ลีก ก็เคยพึ่งพาลูกตั้งเตะ เคยชนะด้วยสกอร์เฉือน หรือใช้แท็กติกที่เน้นผลการแข่งขันมากกว่าความสวยงาม ดังนั้น หาก อาร์เซน่อล (Arsenal) สามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ในฤดูกาลนี้ได้จริง

คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่ว่า “พวกเขาเป็นแชมป์ที่น่าเกลียดหรือไม่” แต่ควรถามว่า “พวกเขาหาวิธีชนะได้ดีแค่ไหน” เพราะในโลกของฟุตบอล สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความสวยงามของเกม แต่คือ ชัยชนะ.

“ร้องไห้หรือสู้ต่อ” ทูดอร์ ปลุกใจ สเปอร์ส ฝ่าวิกฤตหนีตกชั้น พรีเมียร์ลีก

สถานการณ์ของสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในฤดูกาลนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของทีม หลังผลงานย่ำแย่อย่างต่อเนื่องใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ทำให้ทีมต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการตกชั้นจากลีกสูงสุดของ ประเทศ อังกฤษ (England) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1977 ผู้จัดการทีมชั่วคราวของสโมสรอย่าง อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นักเตะของทีมมีทางเลือกเพียงสองทางเท่านั้นในเวลานี้ นั่นคือ “ร้องไห้” หรือ “ลุกขึ้นสู้” เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของทีม อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) วัย 47 ปี เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ หลังจากสโมสรตัดสินใจแยกทางกับอดีตผู้จัดการทีมอย่าง โธมัส แฟรงค์ (Thomas Frank) อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของกุนซือชาว โครเอเชีย (Croatia) ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลงานของทีมได้อย่างที่แฟนบอลคาดหวัง นับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีม สเปอร์ส (Spurs) ต้องพบกับความพ่ายแพ้ถึง 4 นัดติดต่อกัน โดยในจำนวนนี้มีถึง 3 นัดที่เกิดขึ้นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฟอร์มการเล่นที่ตกต่ำอย่างหนัก ทำให้ทีมขยับเข้าใกล้โซนตกชั้นอย่างน่ากังวล และในเวลานี้พวกเขามีคะแนนเหนือทีมในสามอันดับสุดท้ายเพียง 1 คะแนนเท่านั้น

ภารกิจยากก่อนบุกเยือน ลิเวอร์พูล

ทูดอร์ คุมซ้อมก่อนเยือนหงส์

สถานการณ์ของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อโปรแกรมต่อไปของพวกเขาคือการบุกไปเยือนแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่สนาม แอนฟิลด์ (Anfield) ในศึก พรีเมียร์ลีก (Premier League) การไปเยือนสนามแห่งนี้ถือเป็นงานหนักสำหรับ สเปอร์ส (Spurs) อย่างยิ่ง เพราะใน 4 เกมหลังสุดที่พวกเขาเล่นที่ แอนฟิลด์ (Anfield) ทีมเสียประตูไปถึง 17 ลูกในทุกรายการ หากทีมยังไม่สามารถหยุดผลงานที่ย่ำแย่ได้ ความเสี่ยงในการตกชั้นก็อาจกลายเป็นความจริง ก่อนหน้าที่จะต้องไปเยือน ลิเวอร์พูล (Liverpool) ทีมเพิ่งเผชิญกับความพ่ายแพ้ที่เลวร้ายในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) เมื่อพวกเขาแพ้ แอตเลติโก มาดริด (Atletico Madrid) ด้วยสกอร์ 5-2

เกมดังกล่าวกลายเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของฤดูกาล เมื่อทีมตกเป็นฝ่ายตามหลัง 4-0 ภายในเวลาเพียง 22 นาทีแรกของการแข่งขัน หลังจบเกม อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ยอมรับว่าสถานการณ์ของทีมในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขากล่าวกับสื่อว่า“มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ง่ายเลย ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายสำหรับสโมสร นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ”

ทางเลือกของทีม ร้องไห้หรือสู้ต่อไป กับเส้นทางที่เหลืออยู่

อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ใช้คำพูดที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นนักเตะของทีม เขากล่าวว่า “ในชีวิตทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมองของเรา คุณสามารถเลือกที่จะร้องไห้ หรือคุณสามารถเลือกที่จะต่อสู้ได้” “คุณจะเป็นเหยื่อของสถานการณ์ หรือจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนมัน นั่นคือสิ่งที่ผมบอกกับนักเตะ” ผู้จัดการทีมชาว โครเอเชีย (Croatia) ยังใช้การเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย “ขวดน้ำอาจดูเหมือนครึ่งหนึ่งว่าง หรือครึ่งหนึ่งเต็มก็ได้ แต่ตอนนี้สำหรับเรา มันมีหลายอย่างที่ว่างเปล่า” แม้จะยอมรับว่าทีมกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน แต่เขายังเชื่อว่า ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะไม่อยู่กับทีมไปตลอด “ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะผ่านไป คนที่ใช้โอกาสนี้เพื่อพัฒนาตัวเอง และลุกขึ้นสู้ จะกลายเป็นนักเตะและคนที่ดีขึ้น”หนึ่งในเหตุผลที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) เลือกแต่งตั้ง อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) คือผลงานที่ดีของเขาในระยะสั้นกับหลายสโมสรในอดีต

รวมถึงช่วงเวลาที่เขาทำงานกับสโมสรยักษ์ใหญ่ของ ประเทศ อิตาลี (Italy) อย่าง ยูเวนตุส (Juventus) แต่จนถึงตอนนี้ การเข้ามาของเขายังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ ในความเป็นจริง ทีมแพ้ติดต่อกันถึง 6 นัดในทุกรายการ และไม่ได้ชนะใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) มาตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม บริษัทเจ้าของสโมสรอย่าง เอนิค (ENIC) ออกมายืนยันว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) จะยังคงอยู่ในมือของฝ่ายบริหารฟุตบอลของสโมสร

นั่นหมายความว่า ในตอนนี้เขายังได้รับโอกาสในการพาทีมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์ของสโมสร ทูดอร์ (Igor Tudor) กล่าวว่า “มันเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน” “ช่วงที่ผ่านมา มีคนพูดถึงปัญหาของสโมสรมากมาย เหมือนกับว่าไม่มีใครสามารถเปลี่ยนอะไรได้” “แต่ผมบอกกับนักเตะตรงกันข้าม เราคือทีม เราคือสตาฟฟ์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกเรา” หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเกมกับ แอตเลติโก มาดริด (Atletico Madrid) คือการเปลี่ยนตัวผู้รักษาประตูดาวรุ่งอย่าง อันโตนิน คินสกี้ (Antonin Kinsky) ออกจากสนามเพียง 17 นาทีหลังเริ่มเกม เกมดังกล่าวเป็นการประเดิมสนามใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) ของเขากับทีม การตัดสินใจของ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่เขายืนยันว่า ผู้รักษาประตูรายนี้ยังมีอนาคตกับทีม “เขาจะได้ลงเล่นอีกแน่นอน” “วันถัดมาเขากลับมาซ้อม และมีทัศนคติที่ดีมาก” อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) คือรายชื่อผู้เล่นบาดเจ็บจำนวนมาก

ก่อนเกมพบ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ทีมมีผู้เล่นชุดใหญ่ถึง 13 คนที่ไม่สามารถลงสนามได้

นักเตะสำคัญที่ไม่พร้อมลงเล่น ได้แก่

  •         คริสเตียน โรเมโร (Cristian Romero)
  •         เจา ปาลินญ่า (Joao Palhinha)
  •         อีฟส์ บิสซูม่า (Yves Bissouma)
  •         คอเนอร์ กัลลาเกอร์ (Conor Gallagher)

นอกจากนี้ยังมีนักเตะที่บาดเจ็บระยะยาว เช่น

  •         เจมส์ แมดดิสัน (James Maddison)
  •         เดยัน คูลูเซฟสกี้ (Dejan Kulusevski)
  •         โรดริโก เบนตันคูร์ (Rodrigo Bentancur)
  •         โมฮัมเหม็ด คูดุส (Mohammed Kudus)

ขณะที่ มิคกี้ ฟาน เดอ เวน (Micky van de Ven) ก็ต้องติดโทษแบนจากใบแดงในเกมกับ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace)

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) อาจต้องใช้คู่เซ็นเตอร์แบ็กอย่าง

  •         เควิน ดันโซ (Kevin Danso)
  •         ราดู ดรากูซิน (Radu Dragusin)

ในเกมสำคัญกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ซึ่งเป็นการทดสอบที่ยากมากสำหรับทีม แม้ว่าสถานการณ์ของทีมจะย่ำแย่ แต่ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ยืนยันว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ ที่สนามฝึกซ้อมของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) เขาแสดงให้เห็นถึงท่าทีที่พร้อมสู้ เขาบอกกับนักเตะอย่างชัดเจนว่า อย่าคิดว่าโลกกำลังต่อต้านพวกเขา และอย่าคิดว่าทีมกำลังถูกคำสาปหรือ “มนต์ดำ” ข้อความหลักของเขาคือ “อย่าทำตัวเหมือนเป็นเหยื่อ” แม้สถานการณ์จะยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อมีผู้เล่นบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ ทูดอร์ (Igor Tudor) ต้องการให้นักเตะของทีมลุกขึ้นสู้ ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของฤดูกาล ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการหนีตกชั้นจาก พรีเมียร์ลีก (Premier League) แม้ฟอร์มของทีมจะย่ำแย่ ผู้เล่นบาดเจ็บจำนวนมาก และโปรแกรมการแข่งขันที่ยากลำบาก แต่ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) เชื่อว่าทีมยังมีทางเลือก นั่นคือ การยอมแพ้ต่อสถานการณ์ หรือการลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงมัน และสำหรับเขา คำตอบมีเพียงทางเดียวเท่านั้น ต้องสู้ต่อไป.

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button