การ์นาโช่ จากดาวรุ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด สู่ความไม่แน่นอนที่ เชลซี

อเลฮานโดร การ์นาโช (Alejandro Garnacho) คือหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่เคยถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอลยุโรป แต่ในเวลานี้ เส้นทางของเขากลับเต็มไปด้วยคำถาม และความไม่แน่นอนที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ (Stamford Bridge)ปีกทีมชาติ อาร์เจนตินา (Argentina) วัย 21 ปี รายนี้ มีรอยสักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์ Stranger Things (Stranger Things) ซึ่งเป็นรายการโปรดของเขา แต่ดูเหมือนว่า ชีวิตจริงของเขากลับไม่ได้ดำเนินไปแบบการเติบโตของตัวละครในเรื่องนั้นเขากำลังรอช่วงเวลา “แจ้งเกิด” ของตัวเอง หลังจากย้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) มาร่วมทีม เชลซี (Chelsea) ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา การ์นาโชกลับยังไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างต่อเนื่อง

ภายใต้การคุมทีมของ เลียม โรซีเนียร์ (Liam Rosenior) ผู้จัดการทีม เชลซี คนปัจจุบัน เขาได้ออกสตาร์ทเพียง 7 จาก 20 นัดแรกเท่านั้น และส่วนใหญ่โอกาสของเขามักมาในเกมบอลถ้วยกับทีมระดับรอง เช่น ปาฟอส (Pafos), ชาร์ลตัน (Charlton), ฮัลล์ ซิตี้ (Hull City) และ เร็กซ์แฮม (Wrexham) คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้น เกิดอะไรขึ้นกับเขา? และเขายังสามารถไปถึงศักยภาพสูงสุดได้หรือไม่?

บทบาทใหม่ ในทีมกับอนาคตที่เต็มไปด้วยคำถามของ การ์นาโช่ เวลานี้

การ์นาโช่ คำถามที่เชลซี

ในช่วงเดือน ธันวาคม การ์นาโชถูกถามว่าเขาเสียใจหรือไม่กับการย้ายออกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่”อย่างไรก็ตาม ในบทสัมภาษณ์กับ Premier League Productions เขายอมรับว่าเขายังรักสโมสรเก่า และมีความทรงจำที่ดี โดยเฉพาะการยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศ FA Cup ปี 2024 ที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) แต่เขาก็ไม่หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากก่อนย้ายทีม ในช่วง 6 เดือนสุดท้าย ผมไม่ได้ลงเล่นเหมือนเดิม ผมเริ่มถูกจับให้นั่งสำรอง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแย่ เพราะผมอายุแค่ 20 ปี แต่ในความคิดของผม ผมอยากลงเล่นทุกเกม” บางที มันอาจเป็นความผิดของผมเอง ผมเริ่มทำบางอย่างที่ไม่ดี แต่สุดท้าย มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต” เขายังยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งกับสโมสร หรือเพื่อนร่วมทีม และการย้ายทีมเป็นเพียง “จุดเปลี่ยนของชีวิต”  ก่อนอำลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การ์นาโชถูกวิจารณ์เรื่องวินัย และความเป็นมืออาชีพ รวมถึงพฤติกรรมบนโซเชียลมีเดียของเขา และน้องชาย ภายใต้ผู้จัดการทีม รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) เหตุการณ์เหล่านี้มีส่วนทำให้เขาหลุดจากแผน และสุดท้ายต้องย้ายทีม อย่างไรก็ตาม ที่ เชลซี เขามักกล่าวว่าเขา “มีความสุข” และยังพูดถึง เอ็นโซ เฟร์นานเดซ (Enzo Fernandez) เพื่อนร่วมทีมชาติว่า “เหมือนพ่อ” ของเขา เช่นเดียวกับที่เขาเคยพูดถึง บรูโน เฟอร์นันเดส (Bruno Fernandes) เขายอมรับว่าเขาต้องพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะเกมรับ และกำลังทำงานอย่างหนักในสนามซ้อม

โอกาสยังไม่ปิดสำหรับ การ์นาโช แต่เขาดีพอหรือยังที่จะสอดแทรกเข้ามาในทีม

แม้จะยังไม่ได้รับโอกาสมากนัก แต่โค้ช เลียม โรซีเนียร์ ก็ยังเชื่อมั่นในตัวเขา เขามีพรสวรรค์ และศักยภาพสูงมาก สิ่งสำคัญสำหรับนักเตะดาวรุ่งคือความสม่ำเสมอ” โรซีเนียร์กล่าว ขณะเดียวกัน การบาดเจ็บของ เจมี่ กิตเทนส์ (Jamie Gittens) อาจเปิดโอกาสให้การ์นาโชได้ลงเล่นมากขึ้นในช่วงท้ายฤดูกาล แต่อนาคตของเขายังไม่แน่นอน โดยมีข่าวเชื่อมโยงกับการย้ายไป ริเวอร์ เพลท (River Plate) แบบยืมตัว และ เชลซี ก็มีแผนเสริมแนวรุกเพิ่ม เช่น การคว้าตัว จีโอวานี เควนด้า (Geovany Quenda) จาก สปอร์ติ้ง (Sporting) นั่นหมายความว่า นักเตะบางคนอาจต้องถูกขายออกไป ผลงานที่ดีที่สุดของเขาในฤดูกาลนี้ คือเกม คาราบาวคัพ (Carabao Cup) รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ที่พบกับ อาร์เซนอล (Arsenal) ซึ่งเขาทำได้ 2 ประตู แม้ทีมจะแพ้ 3-2 และตกรอบด้วยสกอร์รวม 4-2 โดยรวม เขาทำได้ 8 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ จาก 37 นัด ซึ่งถือว่า “พอใช้ได้” แต่ใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) เขาทำได้เพียง 1 ประตู จาก 20 นัด ซึ่งต่ำกว่าค่าคาดการณ์ประตู (Expected Goals) ที่ 3.11 นอกจากนี้ เขายังถูกวิจารณ์เรื่องการเล่นเกมรับ โดยเฉพาะการไม่ตามประกบ และการเสียสมาธิในจังหวะลูกตั้งเตะ ในเกมที่แพ้ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford), บอร์นมัธ (Bournemouth) และ เวสต์ แฮม (West Ham) แม้จะยังไม่ถึงจุดสูงสุด การ์นาโชยังเชื่อมั่นในตัวเอง นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น ยังมีอะไรอีกมาก” ผมย้ายมาช้ากว่าคนอื่น ไม่มีช่วงปรีซีซั่น ต้องใช้เวลาในการปรับตัว” ฤดูกาลแรกมันยากเสมอ แต่ผมจะพยายามอย่างเต็มที่” เขายังย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อมองจากสถิติ และฟอร์มการเล่น การ์นาโชอาจยังไม่สามารถพัฒนาต่อเนื่องจากช่วงที่แจ้งเกิดกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้

ตั้งแต่เกมเปิดตัวในปี 2022 กับ เชลซี เขาเคยถูกมองว่าเป็นอนาคตของทีม แต่วันนี้ เขายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก เรื่องราวของเขาเหมือนกับซีรีส์ Stranger Things — มีทั้งความหวัง ความลึกลับ และความคิดถึง และเหมือนกับอีกหนึ่งรอยสักของเขาจาก พริซัน เบรค (Prison Break) ซีรีย์ดังในอดีต หมายความว่า เขายังรอ “อิสรภาพ” ในการแสดงศักยภาพอย่างแท้จริงคำถามคือ  วันนั้นจะมาถึงเมื่อไรกันล่ะ ?

เลียม ดีแลป พลิกเกมจากความผิดพลาด พา เชลซี ลิ่ว เอฟเอคัพรอบ5

ศึก เอฟเอ คัพ (FA Cup) รอบสี่ กลายเป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยอารมณ์สำหรับ เลียม ดีแลป (Liam Delap) กองหน้าวัย 23 ปี ของสโมสร เชลซี (Chelsea) หลังเจ้าตัวเกือบกลายเป็นตัวตลกจากจังหวะเข้าใจผิดว่าทำประตูได้ ก่อนจะพลิกสถานการณ์ด้วยผลงาน 3 แอสซิสต์ ช่วยทีมบุกถล่ม ฮัลล์ ซิตี้ (Hull City) 4-0 ผ่านเข้าสู่รอบห้าได้สำเร็จ เกมที่สนาม MKM Stadium (MKM Stadium) เริ่มต้นอย่างตึงเครียด เชลซี  (Chelsea) ยังไม่สามารถเจาะแนวรับของ ฮัลล์ ซิตี้ (Hull City) ได้ในช่วงต้นเกม จนกระทั่งนาทีที่ 23 เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้แฟนบอลทั้งสนามต้องอึ้ง เลียม ดีแลป (Liam Delap) ใช้ความขยันวิ่งกดดันผู้รักษาประตู ดิลอน ฟิลิปส์ (Dillon Phillips) จนอีกฝ่ายเตะบอลพลาด บอลลอยไปชนคานด้านล่างก่อนกระดอนลงมาใกล้เส้นประตู แต่ยังไม่ข้ามเส้นเต็มใบ แทนที่ เลียม ดีแลป (Liam Delap) จะตามซ้ำทันที เขากลับยกแขนดีใจ คิดว่าบอลเข้าไปแล้ว และรอเสียงนกหวีดจากผู้ตัดสิน ช่วงเสี้ยววินาทีนั้นกลายเป็นภาพสะท้อนความกดดันของดาวยิงที่กำลังเผชิญช่วงฟอร์มตก หลังจบเกม เลียม ดีแลป (Liam Delap) ให้สัมภาษณ์กับ BBC One (BBC One) แบบติดตลกว่า
ตัวเขาเองนั้นเกือบจะวิ่งไปดีใจพร้อมฉลองเพราะตัวเขาคิดว่ามันเข้าประตูไปแล้ว พร้อมกับยอมรับว่าตัวเขานั้นรู้สึกว่ามันโง่มากๆ แต่ก็เป็นช่วงเวลาบ้าๆ เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลงานของเขายังไม่สามารถเอาชนะใจแฟนบอลได้เต็มที่ ยิงได้เพียง 2 ประตูจาก 23 นัด โดยประตูล่าสุดเกิดขึ้นในเกมแพ้ Fulham (Fulham) 1-2 เมื่อต้นเดือนมกราคม ช่วงเวลาที่บอลไม่ข้ามเส้นในเกมกับ ฮัลล์ ซิตี้ (Hull City) จึงเหมือนภาพสะท้อนความอึดอัดของกองหน้าที่กำลังดิ้นรนเรียกความมั่นใจ Alan Shearer (Alan Shearer) ตำนานดาวยิง พรีเมียร์ลีก (Premier League) และผู้บรรยายเกมทาง BBC One (BBC One) วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า “เขากำลังคิดอะไรอยู่? เหมือนเขาคิดว่ามีเวลาทั้งโลก เดินเอื่อย ๆ เข้าหาบอล ทำไมไม่รีบซ้ำ? Delap เล่นแย่มากในช่วงสี่นาทีนั้น” คำวิจารณ์ดังกล่าวสะท้อนความคาดหวังที่มีต่อกองหน้าตัวเป้าของทีมใหญ่

การตอบสนองที่ยอดเยี่ยม ของ เลียม ดีแลป สู่ฟอร์มไฉไลของ เชลซี

เชลซี ผ่านฮัลล์ ลิ่วเอฟเอคัพ1231

แต่ฟุตบอลคือเกมของ 90 นาที และ เลียม ดีแลป (Liam Delap) แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางจิตใจ หลังความผิดพลาดนั้น เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความกดดัน นาทีที่ 40 เขาจ่ายบอลทะลุช่องให้ เปโดร เนโต้ (Pedro Neto) ยิงประตูแรกของเกม จากนั้นยังมีส่วนสำคัญกับเกมรุกอย่างต่อเนื่อง แอสซิสต์ที่สองมาจากจังหวะพักบอลอย่างแข็งแกร่ง ก่อนจ่ายให้ เอสเตวาว (Estevao Willian) ทำประตูได้อย่างเฉียบขาด และแอสซิสต์ที่สามเกิดจากการลากบอลทะลุแนวรับก่อนถวายพานให้ เปโดร เนโต้ (Pedro Neto) ซัดประตูที่สองของตัวเอง ปิดท้ายด้วยชัยชนะ 4-0 ของแชมป์ เอฟเอ คัพ (FA Cup) 8 สมัย อย่าง เชลซี  (Chelsea) เลียม โรซีเนียร์ (Liam Rosenior) ผู้จัดการทีม เชลซี  (Chelsea) ให้โอกาส เลียม ดีแลป (Liam Delap) ลงสนามเป็นตัวจริง แม้ฟอร์มในลีกจะไม่โดดเด่น และ เจา เปโดร (Joao Pedro) จะทำผลงานดีในช่วงหลัง หลังจบเกม เลียม โรซีเนียร์ (Liam Rosenior) กล่าวชื่นชมว่า “การเป็นหมายเลข 9 ในระบบของเรา ไม่ได้หมายถึงการยิงประตูอย่างเดียว แต่ต้องช่วยเปิดพื้นที่ ทำทางให้เพื่อน และเสียสละเพื่อทีม เขาทำได้ยอดเยี่ยม” อลัน เชียร์เรอร์ (Alan Shearer) เองก็ยอมรับในภายหลังว่า “เขาฟื้นตัวได้ดี และมีบทบาทสำคัญกับชัยชนะครั้งนี้ เขาสมควรได้รับเครดิต” ไมกาห์ ริชาร์ด (Micah Richards) อดีตกองหลัง แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) เสริมว่าเขาหวังเห็น เลียม ดีแลป (Liam Delap) ทำแบบนี้ได้ใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ขณะที่ ไมเคิล บราวน์ (Michael Brown) อดีตกองกลาง สเปอร์ (Tottenham) และ Manchester City (Manchester City) ให้ความเห็นผ่าน BBC Radio 5 Live ว่า เลียม ดีแลป นั้นเป็นกองหน้าสไตล์โบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในยุคสมัยนี้ เขาทำได้ทุกอย่าง โหม่งก็ได้ พักบอลก็ดี พร้อมยิงประตูเฉียบคม ช่วยเหลือเกมรับได้ มีประโยชน์ต่อทีมอย่างสูงสุด

บทเรียนสำคัญของค่ำคืนสุดพิเศษ กับการเดินหน้าต่อไปของ เชลซี

แม้จะยังต้องรอประตูถัดไป แต่ค่ำคืนนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางของ เลียม ดีแลป (Liam Delap) จากจังหวะที่ดูเหมือนความประมาท กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาแสดงศักยภาพรอบด้าน ช่วยทีมผ่านเข้าสู่รอบห้า เอฟเอ คัพ (FA Cup) ได้อย่างมั่นใจ ฟุตบอลมักตัดสินนักเตะจากประตูที่ยิงได้ แต่เกมนี้พิสูจน์ว่า การตอบสนองต่อความผิดพลาด คือสิ่งที่กำหนดตัวตนของนักเตะเช่นกัน สำหรับ เลียม ดีแลป (Liam Delap) นี่อาจเป็นเพียงก้าวแรกของการพิสูจน์ตัวเองในสีเสื้อ เชลซี  (Chelsea) และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาทวงความมั่นใจในเวที พรีเมียร์ลีก (Premier League) จาก “มันโง่เอง” ในจังหวะหนึ่ง สู่คำว่า “ยอดเยี่ยม” ในตอนจบ ค่ำคืนนี้จึงเป็นบทเรียน และคำตอบที่ชัดเจนว่า เขายังไม่ยอมแพ้ และยังพร้อมสู้ต่อไปบนเส้นทางลูกหนังระดับสูง.

การเปลี่ยนตัวของ โรซีเนียร์ พลิกเกม เชลซี คัมแบ็กสุดระทึก

การเริ่มต้นเส้นทางผู้จัดการทีมใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ของ เลียม โรซีเนียร์ (Liam Rosenior) ถือว่าน่าประทับใจเกินความคาดหมาย ชัยชนะสุดดราม่าเหนือ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คือชัยชนะในลีกเป็นนัดที่ 3 ติดต่อกันของ เชลซี (Chelsea) นับตั้งแต่กุนซือวัย 41 ปี เข้ามารับตำแหน่งแทน เอ็นโซ มาเรสกา (Enzo Maresca) ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม และในหนึ่งในบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่คุมทีม การตัดสินใจ “เปลี่ยนตัวแบบกล้าหาญ” ในช่วงพักครึ่ง คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ เชลซี พลิกสถานการณ์จากตามหลัง 0-2 กลับมาชนะ 3-2 พร้อมขยับขึ้นสู่ท็อปโฟร์ของตาราง หลังจากเพิ่งคว้าชัยเหนือ นาโปลี (Napoli) ในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) เมื่อกลางสัปดาห์ โรซีเนียร์ เลือกโรเตชันทีมถึง 7 ตำแหน่ง ผลลัพธ์คือฟอร์มครึ่งแรกที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เปิดโอกาสให้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น คุมเกมและออกนำอย่างสมควร เสียงโห่จากแฟนบอล เชลซี ดังขึ้นทั่วสนามเมื่อจบครึ่งแรก และการตามหลัง 0-2 ก็แทบไม่มีใครโต้แย้งว่าไม่สมควร

สามการเปลี่ยนตัว ที่จุดไฟให้ทั้งทีม ของ โรซีเนียร์ ในครึ่งหลัง

เอ็นโซ่ ยิงทดเจ็บเวสต์แฮม

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในครึ่งหลัง โรซีเนียร์ ตัดสินใจเปลี่ยนผู้เล่นถึง 3 คนทันทีในช่วงพักครึ่ง และผลลัพธ์ปรากฏอย่างชัดเจน ตัวสำรองอย่าง มาร์ก กูกูเรยา (Marc Cucurella) และ เจา เปโดร (Joao Pedro) ยิงคนละประตูช่วยให้ เชลซี ตีเสมอ ก่อนที่ เอ็นโซ แฟร์นันเดซ (Enzo Fernandez) จะสวมบทฮีโร่ ซัดประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงแค่สามแต้ม แต่เป็นสัญญาณชัดเจนถึงพลังการปรับแท็กติกระหว่างเกมของผู้จัดการทีมคนใหม่ หลังจบเกม เลียม โรซีเนียร์ (Liam Rosenior) กลับเลือกไม่ยกย่องตัวเอง แต่ชี้ไปที่ทัศนคติของลูกทีม “สิ่งที่ผมเรียนรู้มากที่สุดคือ กลุ่มนักเตะชุดนี้มีสปิริต มีการต่อสู้ และมีความแข็งแกร่งทางจิตใจที่ผมชอบมาก” “เราพูดกันเสมอเรื่องการตอบสนองต่อความผิดพลาด การเสียบอล การเพรสซิ่ง พลัง และความเข้มข้น ซึ่งทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในครึ่งหลัง” “ผมไม่คิดว่ามันเป็นแค่ผลจากการเปลี่ยนตัว” คำพูดนี้สะท้อนแนวคิดการสร้างทีมมากกว่าการพึ่งพาแท็กติกเพียงอย่างเดียว ผลงานช่วงต้นของ โรซีเนียร์ ตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยชัยชนะที่ต้อง “บดเอา” และการแก้เกมระหว่างนัดอย่างชัดเจน แตกต่างจากยุคของ เอ็นโซ มาเรสกา (Enzo Maresca) ที่จบลงด้วยความขัดแย้งกับฝ่ายบริหาร และสถิติอันเลวร้ายในการทำแต้มหลุดมือจากตำแหน่งนำถึง 15 คะแนน มากที่สุดในลีก อดีตปีก เชลซี อย่าง แพต เนวิน (Pat Nevin) วิเคราะห์ผ่าน BBC Radio 5 Live ว่า “โรซีเนียร์ พา เชลซี กลับไปสู่ระบบที่นักเตะคุ้นเคย มันดูเหมือนอัจฉริยะ เพราะพวกเขาชนะ”

คำถามถูกตั้งขึ้นว่า ตัวจริงผิดพลาด หรือ แค่โรเตชันมากเกินไป?

แน่นอนว่าเสียงวิจารณ์ยังคงมี โดยเฉพาะการจัดตัวจริง แนวซ้ายของ เชลซี อย่าง อเลฮานโดร การ์นาโช (Alejandro Garnacho) , ยอร์เรล ฮาโต (Jorrel Hato) และ เบอนัวต์ บาเดียชิล (Benoit Badiashile) ถูกมองว่ามีส่วนกับสองประตูของ จาร์ร็อด โบเวน (Jarrod Bowen) และ คริเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ (Crysencio Summerville) ทั้งสามคนถูกเปลี่ยนออกพร้อมกันในช่วงพักครึ่ง แม้ก่อนหน้านั้นจะมีการเปลี่ยนตัวจำเป็น เมื่อ เจมี กิตเทนส์ (Jamie Gittens) บาดเจ็บและถูกแทนที่โดย เปโดร เนโต (Pedro Neto) โรซีเนียร์ ปกป้องลูกทีมอย่างชัดเจน “มันไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง มันคือผลงานที่แย่ทั้งทีม” “การเปลี่ยนเร็วไม่ได้หมายความว่าพวกเขาหลุดจากแผนของผม” การกล้าเปลี่ยนตัวเร็วกลายเป็นเอกลักษณ์ของ โรซีเนียร์ ตั้งแต่สมัยคุม สตราส์บูร์ก (Strasbourg) สโมสรเครือเดียวกับ เชลซี ภายใต้เจ้าของ ท็อดด์ โบห์ลีย์ (Todd Boehly) และ เคลียร์เลค แคปิตอล (Clearlake Capital) ในเกมกับ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) การเปลี่ยนตัวช่วงต้นเกมช่วยให้ทีมรักษาสกอร์ ก่อนปิดเกมชนะ 2-0 ในนัดแรกของเขาในลีก แม้ เชลซี จะมีนักเตะสำรองคุณภาพสูงอย่าง กูกูเรยา , เจา เปโดร , เวสลีย์ โฟฟานา (Wesley Fofana) , เนโต และ รีซ เจมส์ (Reece James) แต่การโรเตชันยังคงเป็นปัญหา อดีตกุนซืออย่าง มาเรสกา เคยวิจารณ์ว่า นักเตะอย่าง อันเดรย์ ซานโตส (Andrey Santos) และ โทซิน อดาราบิโอโย (Tosin Adarabioyo) ยังไม่ถึงระดับตัวจริง อดีตผู้รักษาประตู เชลซี อย่าง ร็อบ กรีน (Rob Green) เสริมว่า “โรซีเนียร์ แก้เกมได้ถูกต้อง แต่เขายังมีปัญหาเดียวกับ มาเรสกา” “ช่องว่างระหว่างตัวจริงกับตัวสำรองยังห่างกันมาก” เลียม โรซีเนียร์ (Liam Rosenior) กลายเป็นผู้จัดการทีมชาว อังกฤษ (England) คนที่ 4 ที่ชนะ 3 นัดแรกใน พรีเมียร์ลีก เขาชนะไปแล้ว 6 จาก 7 นัดในทุกรายการ และพา เชลซี คัมแบ็กจากตามหลัง 2 ประตูเพื่อชนะเกมลีกเป็นครั้งแรกของสโมสร ผลงานเหล่านี้ส่ง เชลซี ขึ้นสู่อันดับ 4 ของตาราง พร้อมลุ้นแชมป์ใน 4 รายการ บททดสอบต่อไปคือเกมเยือน อาร์เซนอล (Arsenal) ในเลกสองของศึก ลีก คัพ (League Cup) รอบรองชนะเลิศ หลังแพ้เลกแรก 2-3 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ (Stamford Bridge) และคำถามยังคงอยู่ นี่คืออัจฉริยะของ เลียม โรซีเนียร์… หรือแค่การตัดสินใจที่ควรทำตั้งแต่แรก? คำตอบ อาจชัดเจนขึ้นในคืนวันอังคารนี้

โคล พาลเมอร์แฮปปี้ที่ เชลซี โรซิเนียร์ ยันเอง กลบข่าวย้ายทีม

เลียม โรซิเนียร์ (Liam Rosenior) เฮดโค้ชของ เชลซี  (Chelsea) ยืนยันว่า โคล พาลเมอร์  (Cole Palmer) มีความสุข “มาก มาก” กับการค้าแข้งในถิ่น Stamford Bridge (Stamford Bridge) แม้จะมีกระแสข่าวว่าแนวรุกทีมชาติ England (England) รายนี้มีอาการคิดถึงบ้านเกิด ดาวเตะวัย 23 ปี เติบโตในเมือง Manchester (Manchester) และถูกระบุว่ากำลังคิดถึงชีวิตในแถบภาคเหนือ ท่ามกลางข่าวเชื่อมโยงกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  (Manchester United) พาลเมอร์ (Palmer) เป็นที่รู้กันว่าเป็นแฟนบอล Manchester United (Manchester United) มาตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะเติบโตมาจากอะคาเดมีของ Manchester City (Manchester City) ก่อนย้ายมาร่วมทีม  เชลซี (Chelsea) ด้วยค่าตัว 42.5 ล้านปอนด์ ในปี 2023 เขาเพิ่งเซ็นสัญญาฉบับใหม่เพิ่มอีก 2 ปี เมื่อเดือนสิงหาคม 2024 ซึ่งอาจทำให้เขาอยู่กับสโมสรยาวไปจนถึงปี 2033

โรซิเนียร์ (Rosenior) กล่าวว่า “ผมได้พูดคุยกับ โคล พาลเมอร์ (Cole Palmer) หลายครั้ง และเขาดูเหมือนจะมีความสุข และก็มีความสุขจริง ๆ ที่นี่ เขาเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในแผนระยะยาวของเรา เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม ทุกคนต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในอาชีพ โดยเฉพาะเรื่องอาการบาดเจ็บ แต่นั่นไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพของเขาเลย” ฤดูกาลนี้ พาลเมอร์ (Palmer) แสดงออกถึงความหงุดหงิดอยู่บ่อยครั้ง หลังต้องรับมือกับอาการบาดเจ็บบริเวณขาหนีบที่รบกวนฟอร์มการเล่น

กระแสข่าวเกี่ยวกับอนาคตของเขาทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากที่เขาแทบไม่แสดงอาการดีใจ หลังยิงจุดโทษในครึ่งหลังเกมพบ Brentford (Brentford) และเดินเข้าห้องแต่งตัวทันที หลัง  เชลซี (Chelsea) ชนะ 2-0 ในศึก Premier League (Premier League) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โรซิเนียร์ (Rosenior) กล่าวเสริมว่า “มีความหงุดหงิดในเกมกับ Brentford (Brentford) แต่ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความสุขที่นี่ หากเป็นเพราะเขาไม่สามารถเล่นได้ในระดับที่เขาต้องการเพื่อสโมสรหน้าที่ของผม และหน้าที่ของสโมสร คือทำให้เขากลับมาเล่นได้อย่างสม่ำเสมอในระดับที่เขาคาดหวัง” พาลเมอร์  (Palmer) พลาดลงสนามในเกม แชมเปี้ยนส์ลีก  (Champions League) ที่  เชลซี (Chelsea) ชนะ Pafos (Pafos) 1-0 กลางสัปดาห์ เนื่องจากอาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ต้นขา อย่างไรก็ตามกุนซือสิงห์บลูส์เผยว่าจะ “ประเมินอาการตอบสนองจากการซ้อม” ก่อนเกมเยือน Crystal Palace (Crystal Palace) วันอาทิตย์นี้ นอกจากนี้ โรซิเนียร์ (Rosenior) ยังยืนยันว่า ผู้รักษาประตูมือสอง Filip Jorgensen (Filip Jorgensen) จะพลาดลงสนาม แต่การบาดเจ็บ “ไม่รุนแรงอย่างที่กังวลในตอนแรก” และอาจพร้อมสำหรับเกม Champions League (Champions League) ที่จะไปเยือน นาโปลี (Napoli) ในวันพุธ ขณะที่กองกลาง Dario Essugo (Dario Essugo) จะต้องพักรักษาตัว “มากกว่าหนึ่งเดือน” หลังจาก “ลื่นล้มระหว่างการฝึกซ้อม”

ความสุข ความกดดัน และอนาคตในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของ โคล พาลเมอร์

โคล พาลเมอร์ ซ้อมสิงห์

พาลเมอร์  (Palmer) เติบโตมาในแถบภาคเหนือของ England (England) และเป็นแฟนบอล Manchester United (Manchester United) มาตั้งแต่วัยเด็ก อย่างไรก็ตาม เส้นทางฟุตบอลอาชีพของเขากลับเริ่มต้นกับอะคาเดมีของ Manchester City (Manchester City) ก่อนจะสร้างชื่อจนได้รับโอกาสย้ายสู่  เชลซี (Chelsea) ในปี 2023 ค่าตัว 42.5 ล้านปอนด์ ในเวลานั้นมาพร้อมกับความคาดหวังสูง และ พาลเมอร์  (Palmer) ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีอิทธิพลต่อเกมรุกของทีมอย่างรวดเร็ว

สัญญาระยะยาว และความเชื่อมั่นจากสโมสร

การต่อสัญญาเพิ่มอีก 2 ปี ในเดือนสิงหาคม 2024 คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า  เชลซี  (Chelsea) มอง โคล พาลเมอร์ (Cole Palmer) เป็นแกนหลักในระยะยาว สัญญาฉบับดังกล่าวอาจทำให้เขาอยู่กับทีมยาวไปจนถึงปี 2033 ซึ่งสะท้อนถึงความไว้วางใจจากทั้งสโมสรและทีมงานโค้ช โรซิเนียร์ (Rosenior) เน้นย้ำว่า พาลเมอร์ (Palmer) คือหัวใจสำคัญของแผนงานในอนาคต และเป็นนักเตะที่สโมสรต้องการดูแลอย่างดีที่สุด ฤดูกาลปัจจุบันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายสำหรับ พาลเมอร์  (Palmer) เขาต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บที่ขาหนีบ และส่งผลให้ฟอร์มการเล่นขาดความสม่ำเสมอ
ภาพที่เขาแทบไม่แสดงอารมณ์ดีใจ หลังยิงจุดโทษใส่ Brentford (Brentford) และเดินเข้าห้องแต่งตัวทันที ถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของความไม่พอใจ แต่ในมุมมองของ โรซิเนียร์ (Rosenior) นั่นคือความเป็นมืออาชีพ และความคาดหวังสูงที่ พาลเมอร์  (Palmer) มีต่อตัวเอง การพลาดลงสนามในเกม Champions League (Champions League) ที่พบ ปาฟอส  (Pafos) เป็นเพียงมาตรการป้องกันอาการบาดเจ็บเพิ่มเติม ทีมแพทย์ของ เชลซี  (Chelsea) ยังคงประเมินสภาพร่างกายอย่างใกล้ชิด ก่อนเกมสำคัญกับ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) นอกจากกรณีของ พาลเมอร์ (Palmer) แล้ว Chelsea (Chelsea) ยังต้องรับมือกับปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บรายอื่น ผู้รักษาประตู Filip Jorgensen (Filip Jorgensen) จะพลาดเกมถัดไป แต่มีลุ้นกลับมาลงสนามในเกมเยือน Napoli (Napoli) ขณะที่กองกลางดาวรุ่ง Dario Essugo (Dario Essugo) ต้องพักยาวเกินหนึ่งเดือน หลังประสบอุบัติเหตุระหว่างการซ้อม แม้ข่าวลือจะยังคงมีต่อเนื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ โคล พาลเมอร์ (Cole Palmer) ยังคงเป็นกำลังหลักของ Chelsea (Chelsea) สโมสรและโค้ชต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของเขาออกมาอย่างสม่ำเสมอ ในโลกฟุตบอล ความกดดันคือเรื่องปกติ แต่สำหรับ พาลเมอร์ (Palmer) เส้นทางในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ (Stamford Bridge) ยังอีกยาวไกล และยังมีบทพิสูจน์รออยู่ข้างหน้า

ลิอัม โรซีเนียร์ เจองานหนักตั้งแต่เริ่ม ชี้ชัดความท้าทาย

ลิอัม โรซีเนียร์ เฮดโค้ชคนใหม่ของเชลซี เริ่มต้นการทำงานท่ามกลางความคาดหวังและแง่บวก โดยเจ้าตัวนิยามการได้รับตำแหน่งนี้ว่าเป็น “หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต” อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ต่อฟูแลม 1-2 เมื่อคืนวันพุธ กลับตอกย้ำให้เห็นชัดถึงขนาดของงานที่รออยู่ตรงหน้า

ผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้เชลซีหลุดจากท็อปไฟว์ของพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม และร่วงลงไปอยู่อันดับ 8 ของตาราง

ผู้บริหารนั่งดูใกล้ชิด ท่ามกลางแรงกดดัน

ในเกมที่คราเวน ค็อตเทจ โรซีเนียร์รับชมเกมจากที่นั่งในบ็อกซ์ผู้บริหาร ร่วมกับ เบห์ดัด เอกบาลี หนึ่งในเจ้าของสโมสร และทีมบริหารด้านกีฬาของเชลซี โดยต้องเห็นทีมที่เขาเพิ่งรับช่วงต่อมาพ่ายแพ้และฟอร์มตกอย่างต่อเนื่อง

โรซีเนียร์เข้ามาแทนที่ เอ็นโซ มาเรสกา หลังโค้ชชาวอิตาเลียนมีปัญหากับฝ่ายบริหาร และถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยกุนซือวัย 41 ปี ย้ายมาจากสตราสบูร์ก สโมสรในฝรั่งเศสซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่มเจ้าของเดียวกับเชลซี

แฟนบอลไม่พอใจ เสียงกดดันดังจากอัฒจันทร์

ลิอัม โรซีเนียร์ เจองานหนักตั้งแต่เริ่ม ชี้ชัดความท้าทาย

ระหว่างเกม แฟนบอลเชลซีฝั่งทีมเยือนได้ส่งเสียงร้องเพลงโจมตีบอร์ดบริหารอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความไม่พอใจต่อทิศทางของสโมสร ขณะที่ในสนาม นักเตะเชลซีไม่สามารถยกระดับผลงานเพื่อรับมือกับคู่แข่งร่วมกรุงลอนดอนได้

ฟอร์มโดยรวมของทีมยังขาดความแน่นอน และไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังได้

ฟอร์มดิ่ง จากทีมลุ้นแชมป์สู่การไล่ล่าท็อปโฟร์

เชลซีเก็บชัยชนะได้เพียง 1 นัดจาก 9 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก และชนะเพียง 2 จาก 11 นัดหลังสุดในทุกรายการ ผลงานที่ถดถอยอย่างต่อเนื่องทำให้สถานะของทีมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากที่เคยถูกมองว่าเป็นทีมลุ้นแชมป์ในเดือนพฤศจิกายน กลายเป็นทีมที่หลุดโค้ง และตามหลังกลุ่มหัวตารางไกลขึ้นเรื่อย ๆ

เป้าหมายขั้นต่ำยังคงเดิม แต่ไม่ง่าย

แม้สถานการณ์จะไม่สดใส เป้าหมายขั้นต่ำของเชลซีในฤดูกาลนี้ยังคงเป็นการคว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ซึ่งหมายถึงการจบฤดูกาลในอันดับท็อปไฟว์ของพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม จากฟอร์มปัจจุบัน โรซีเนียร์ยังมีงานอีกมากในการฟื้นความมั่นใจ ปรับโครงสร้างทีม และเร่งเก็บแต้มให้ทันคู่แข่ง

ความท้าทายที่แท้จริงของโรซีเนียร์

การเริ่มต้นยุคใหม่ของลิอัม โรซีเนียร์ ไม่ได้มาพร้อมช่วงเวลาแห่งความหวานชื่น แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งจากผลงานในสนาม เสียงแฟนบอล และความคาดหวังจากผู้บริหาร บททดสอบที่แท้จริงของเขา คือการพาเชลซีกลับสู่เส้นทางการแข่งขันระดับท็อปให้ได้โดยเร็ว ก่อนที่ฤดูกาลจะหลุดมือไปมากกว่านี้

ลิอัม โรซีเนียร์ เจองานหนักตั้งแต่เริ่ม ชี้ชัดความท้าทายเชลซี

ลิอัม โรซีเนียร์ เฮดโค้ชคนใหม่ของเชลซี เริ่มต้นการทำงานท่ามกลางความคาดหวังและแง่บวก โดยเจ้าตัวนิยามการได้รับตำแหน่งนี้ว่าเป็น “หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต” อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ต่อฟูแลม 1-2 เมื่อคืนวันพุธ กลับตอกย้ำให้เห็นชัดถึงขนาดของงานที่รออยู่ตรงหน้า

ผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้เชลซีหลุดจากท็อปไฟว์ของพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม และร่วงลงไปอยู่อันดับ 8 ของตาราง

ผู้บริหารนั่งดูใกล้ชิด ท่ามกลางแรงกดดัน

ในเกมที่คราเวน ค็อตเทจ โรซีเนียร์รับชมเกมจากที่นั่งในบ็อกซ์ผู้บริหาร ร่วมกับ เบห์ดัด เอกบาลี หนึ่งในเจ้าของสโมสร และทีมบริหารด้านกีฬาของเชลซี โดยต้องเห็นทีมที่เขาเพิ่งรับช่วงต่อมาพ่ายแพ้และฟอร์มตกอย่างต่อเนื่อง

โรซีเนียร์เข้ามาแทนที่ เอ็นโซ มาเรสกา หลังโค้ชชาวอิตาเลียนมีปัญหากับฝ่ายบริหาร และถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยกุนซือวัย 41 ปี ย้ายมาจากสตราสบูร์ก สโมสรในฝรั่งเศสซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่มเจ้าของเดียวกับเชลซี

แฟนบอลไม่พอใจ เสียงกดดันดังจากอัฒจันทร์

ลิอัม โรซีเนียร์ เจองานหนักตั้งแต่เริ่ม ชี้ชัดความท้าทายเชลซี

ระหว่างเกม แฟนบอลเชลซีฝั่งทีมเยือนได้ส่งเสียงร้องเพลงโจมตีบอร์ดบริหารอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความไม่พอใจต่อทิศทางของสโมสร ขณะที่ในสนาม นักเตะเชลซีไม่สามารถยกระดับผลงานเพื่อรับมือกับคู่แข่งร่วมกรุงลอนดอนได้

ฟอร์มโดยรวมของทีมยังขาดความแน่นอน และไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังได้

ฟอร์มดิ่ง จากทีมลุ้นแชมป์สู่การไล่ล่าท็อปโฟร์

เชลซีเก็บชัยชนะได้เพียง 1 นัดจาก 9 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก และชนะเพียง 2 จาก 11 นัดหลังสุดในทุกรายการ ผลงานที่ถดถอยอย่างต่อเนื่องทำให้สถานะของทีมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากที่เคยถูกมองว่าเป็นทีมลุ้นแชมป์ในเดือนพฤศจิกายน กลายเป็นทีมที่หลุดโค้ง และตามหลังกลุ่มหัวตารางไกลขึ้นเรื่อย ๆ

เป้าหมายขั้นต่ำยังคงเดิม แต่ไม่ง่าย

แม้สถานการณ์จะไม่สดใส เป้าหมายขั้นต่ำของเชลซีในฤดูกาลนี้ยังคงเป็นการคว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ซึ่งหมายถึงการจบฤดูกาลในอันดับท็อปไฟว์ของพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม จากฟอร์มปัจจุบัน โรซีเนียร์ยังมีงานอีกมากในการฟื้นความมั่นใจ ปรับโครงสร้างทีม และเร่งเก็บแต้มให้ทันคู่แข่ง

ความท้าทายที่แท้จริงของโรซีเนียร์

การเริ่มต้นยุคใหม่ของลิอัม โรซีเนียร์ ไม่ได้มาพร้อมช่วงเวลาแห่งความหวานชื่น แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งจากผลงานในสนาม เสียงแฟนบอล และความคาดหวังจากผู้บริหาร บททดสอบที่แท้จริงของเขา คือการพาเชลซีกลับสู่เส้นทางการแข่งขันระดับท็อปให้ได้โดยเร็ว ก่อนที่ฤดูกาลจะหลุดมือไปมากกว่านี้

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button