ดราม่าทดเจ็บ 10 คนเชลซีโดน เบิร์นลีย์ โหม่งไล่เจ๊าสำเร็จ 1-1

เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ จบลงแบบสุดช็อก เมื่อ เชลซี (Chelsea) ที่เหลือผู้เล่น 10 คน โดน เบิร์นลีย์ (Burnley) ไล่ตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 93 จากจังหวะโหม่งของ Zian Flemming (ไซแอน เฟลมมิง) ประตูสำคัญเกิดจากลูกเตะมุมของ James Ward-Prowse (เจมส์ วอร์ด-เพราส์) ที่เปิดเข้ากรอบเขตโทษอย่างแม่นยำ ก่อนที่ Flemming จะโหม่งเต็มศีรษะส่งบอลตุงตาข่าย ท่ามกลางความเงียบงันของแฟนบอลเจ้าถิ่น ก่อนหน้านั้น เชลซี ดูเหมือนจะควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในนาทีที่ 72 เมื่อ Wesley Fofana (เวสลีย์ โฟฟานา) โดนใบเหลืองที่สองจากจังหวะเข้าสกัด Ward-Prowse ส่งผลให้เจ้าถิ่นต้องเล่นด้วยตัวผู้เล่นน้อยกว่า เกมเริ่มต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบสำหรับ เชลซี เมื่อ Joao Pedro (เชา เปโดร) ยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 4 จากจังหวะชุลมุนหน้าประตู หลังรับบอลครอสของ Pedro Neto (เปโดร เนโต้) Cole Palmer (โคล พาลเมอร์) เกือบฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของ Kyle Walker (ไคล์ วอล์คเกอร์) บริเวณเส้นครึ่งสนาม แต่ยิงไม่ผ่าน Martin Dubravka (มาร์ติน ดูบราฟก้า) นายทวารของ เบิร์นลีย์ และยังมีอีกสองจังหวะที่ถูกบล็อกไว้ได้

ครึ่งแรก โอกาสของ เบิร์นลีย์ มีไม่มาก โดย Lesley Ugochukwu (เลสลีย์ อูโกชุควู) ยิงวอลเลย์ข้ามคานจากลูกเตะมุม ซึ่งได้จากกฎใหม่ที่ลงโทษผู้รักษาประตูอย่าง Robert Sanchez (โรเบิร์ต ซานเชซ) ที่ครองบอลเกินแปดวินาที หลังพักครึ่ง Joao Pedro ยังมีโอกาสอีกครั้งแต่ถูก Bashir Humphreys (บาชีร์ ฮัมฟรีส์) สกัดไว้ได้ และยังโหม่งข้ามคานจากลูกเตะมุมในนาทีที่ 66 อย่างไรก็ตาม หลัง Wesley Fofana (เวสลีย์ โฟฟานา) โดนใบเหลืองที่สอง โมเมนตัมเกมเปลี่ยนทันที

ใบแดงซ้ำเติมปัญหาเดิมของ เชลซี ที่มีมาแล้วไม่รู้กี่นัด

เชลซี 1-1 เบิร์นลีย์

สถิติของ เชลซี ในฤดูกาลนี้น่ากังวลอย่างยิ่ง พวกเขาทำแต้มหลุดมือในบ้านจากสถานการณ์ที่ขึ้นนำไปแล้วถึง 17 คะแนน มากที่สุดในลีก และยังมีใบแดงรวมถึง 6 ใบใน พรีเมียร์ลีก และ 8 ใบในทุกรายการ หลังจากเหลือ 10 คน Josh Laurent (จอช โลรองต์) ได้โอกาสยิงบังคับให้ Sanchez ต้องเซฟ ก่อนที่ Liam Rosenior (เลียม โรเซนียร์) กุนซือ เชลซี จะปรับแผนส่งกองหลังลงมาเพิ่ม ขณะที่ Scott Parker (สก็อตต์ พาร์คเกอร์) ของ เบิร์นลีย์ เลือกเสริมเกมรุก การตัดสินใจของ ปาร์คเกอร์ ได้ผล เมื่อ เฟลมมิง โหม่งประตูตีเสมอโดยไม่มีใครประกบ และต่อมา Jacob Bruun Larsen (เจค็อบ บรูน ลาร์เซน) เกือบทำประตูชัยได้อีกครั้ง เสียงโห่จากแฟนบอล เชลซี ดังสนั่นหลังจบเกม ผลเสมอนัดนี้ทำให้ เชลซี ขยับขึ้นอันดับ 4 ของตาราง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แต่แข่งมากกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) หนึ่งนัด และยังตามหลัง แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ที่เสมอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ด้าน เบิร์นลีย์ ยังคงอยู่รองบ๊วยของตาราง มีคะแนนห่างโซนปลอดภัย 8 แต้ม แม้ Joao Pedro (เชา เปโดร) จะทำไปแล้ว 5 ประตูจาก 6 เกมลีกหลังสุด และเป็นดาวยิงสูงสุดในช่วง 11 นัดแรกภายใต้การคุมทีมของ Rosenior แต่ประเด็นใบแดงยังคงเป็นปัญหาหลัก เชลซี ชนะได้เพียงครั้งเดียวหลังเหลือ 10 คนในฤดูกาลนี้ และไม่สามารถเก็บชัยในอีก 5 นัดที่เหลือได้ พวกเขาอยู่อันดับสุดท้ายของตารางแฟร์เพลย์ มี 86 คะแนน จากการโดนใบเหลือง 60 ใบ และมีสถิติแย่ต่อเนื่องจากสองฤดูกาลก่อน หนึ่งในปัจจัยที่ถูกพูดถึงคืออายุเฉลี่ยของทีม เชลซี ไม่มีผู้เล่นอายุมากกว่า 28 ปีลงสนามเลยในฤดูกาลนี้ และเป็นทีมที่อายุน้อยที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้บริหารตั้งใจสร้าง อย่างไรก็ตาม ใบแดงของ Fofana ยังหมายความว่าเขาจะพลาดเกมสำคัญกับ อาร์เซนอล (Arsenal) จ่าฝูงลีก

หัวใจนักสู้ และความแม่นยำในการวางบอลของ เจมส์ วอร์ด- พราวซ์

แม้จะครองบอลน้อย แต่ เบิร์นลีย์ แสดงให้เห็นถึงวินัยเกมรับที่ยอดเยี่ยม Joe Worrall (โจ วอร์รัลล์), Maxime Esteve (มักซิม เอสเตฟ) และ Humphreys ต่างช่วยกันบล็อกจังหวะสำคัญ วอร์ด พราวซ์ โชว์ความเป็นผู้เชี่ยวชาญลูกตั้งเตะ เปิดบอลสองครั้งแทบเหมือนกัน ครั้งแรกนำไปสู่ประตูของ เฟลมมิง ส่วนอีกครั้ง บรุนด์ ลาเซ่น พลาดโอกาสทอง ปาร์คเกอร์ กล่าวชื่นชมลูกทีมว่าแสดงความยืดหยุ่นและความอดทนอย่างยอดเยี่ยม พร้อมย้ำว่า วอร์ด พราวซ์ คือผู้เล่นที่สามารถฝากความหวังในจังหวะเซตพีซได้เสมอ ด้าน เฟลมมิง ยอมรับว่าใบแดงของ เชลซี คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้ทีมของเขากล้าเดินเกมบุกมากขึ้น เกมนี้สะท้อนภาพรวมฤดูกาลของ เชลซี ได้ชัดเจน พวกเขามีคุณภาพ มีดาวยิงฟอร์มแรงอย่าง Joao Pedro แต่กลับเสียแต้มเพราะปัญหาวินัยซ้ำซาก ในทางกลับกัน เบิร์นลีย์ แสดงให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ และการใช้จังหวะสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ ผลเสมอ 1-1 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจจ์ อาจเป็นเพียงหนึ่งแต้ม แต่สำหรับทั้งสองทีม มันมีความหมายมากกว่าตัวเลขบนตารางคะแนน เพราะมันสะท้อนปัญหาและความหวังของพวกเขาในช่วงโค้งสำคัญของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้

การเปลี่ยนตัวของ โรซีเนียร์ พลิกเกม เชลซี คัมแบ็กสุดระทึก

การเริ่มต้นเส้นทางผู้จัดการทีมใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ของ เลียม โรซีเนียร์ (Liam Rosenior) ถือว่าน่าประทับใจเกินความคาดหมาย ชัยชนะสุดดราม่าเหนือ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คือชัยชนะในลีกเป็นนัดที่ 3 ติดต่อกันของ เชลซี (Chelsea) นับตั้งแต่กุนซือวัย 41 ปี เข้ามารับตำแหน่งแทน เอ็นโซ มาเรสกา (Enzo Maresca) ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม และในหนึ่งในบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่คุมทีม การตัดสินใจ “เปลี่ยนตัวแบบกล้าหาญ” ในช่วงพักครึ่ง คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ เชลซี พลิกสถานการณ์จากตามหลัง 0-2 กลับมาชนะ 3-2 พร้อมขยับขึ้นสู่ท็อปโฟร์ของตาราง หลังจากเพิ่งคว้าชัยเหนือ นาโปลี (Napoli) ในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) เมื่อกลางสัปดาห์ โรซีเนียร์ เลือกโรเตชันทีมถึง 7 ตำแหน่ง ผลลัพธ์คือฟอร์มครึ่งแรกที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เปิดโอกาสให้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น คุมเกมและออกนำอย่างสมควร เสียงโห่จากแฟนบอล เชลซี ดังขึ้นทั่วสนามเมื่อจบครึ่งแรก และการตามหลัง 0-2 ก็แทบไม่มีใครโต้แย้งว่าไม่สมควร

สามการเปลี่ยนตัว ที่จุดไฟให้ทั้งทีม ของ โรซีเนียร์ ในครึ่งหลัง

เอ็นโซ่ ยิงทดเจ็บเวสต์แฮม

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในครึ่งหลัง โรซีเนียร์ ตัดสินใจเปลี่ยนผู้เล่นถึง 3 คนทันทีในช่วงพักครึ่ง และผลลัพธ์ปรากฏอย่างชัดเจน ตัวสำรองอย่าง มาร์ก กูกูเรยา (Marc Cucurella) และ เจา เปโดร (Joao Pedro) ยิงคนละประตูช่วยให้ เชลซี ตีเสมอ ก่อนที่ เอ็นโซ แฟร์นันเดซ (Enzo Fernandez) จะสวมบทฮีโร่ ซัดประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงแค่สามแต้ม แต่เป็นสัญญาณชัดเจนถึงพลังการปรับแท็กติกระหว่างเกมของผู้จัดการทีมคนใหม่ หลังจบเกม เลียม โรซีเนียร์ (Liam Rosenior) กลับเลือกไม่ยกย่องตัวเอง แต่ชี้ไปที่ทัศนคติของลูกทีม “สิ่งที่ผมเรียนรู้มากที่สุดคือ กลุ่มนักเตะชุดนี้มีสปิริต มีการต่อสู้ และมีความแข็งแกร่งทางจิตใจที่ผมชอบมาก” “เราพูดกันเสมอเรื่องการตอบสนองต่อความผิดพลาด การเสียบอล การเพรสซิ่ง พลัง และความเข้มข้น ซึ่งทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในครึ่งหลัง” “ผมไม่คิดว่ามันเป็นแค่ผลจากการเปลี่ยนตัว” คำพูดนี้สะท้อนแนวคิดการสร้างทีมมากกว่าการพึ่งพาแท็กติกเพียงอย่างเดียว ผลงานช่วงต้นของ โรซีเนียร์ ตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยชัยชนะที่ต้อง “บดเอา” และการแก้เกมระหว่างนัดอย่างชัดเจน แตกต่างจากยุคของ เอ็นโซ มาเรสกา (Enzo Maresca) ที่จบลงด้วยความขัดแย้งกับฝ่ายบริหาร และสถิติอันเลวร้ายในการทำแต้มหลุดมือจากตำแหน่งนำถึง 15 คะแนน มากที่สุดในลีก อดีตปีก เชลซี อย่าง แพต เนวิน (Pat Nevin) วิเคราะห์ผ่าน BBC Radio 5 Live ว่า “โรซีเนียร์ พา เชลซี กลับไปสู่ระบบที่นักเตะคุ้นเคย มันดูเหมือนอัจฉริยะ เพราะพวกเขาชนะ”

คำถามถูกตั้งขึ้นว่า ตัวจริงผิดพลาด หรือ แค่โรเตชันมากเกินไป?

แน่นอนว่าเสียงวิจารณ์ยังคงมี โดยเฉพาะการจัดตัวจริง แนวซ้ายของ เชลซี อย่าง อเลฮานโดร การ์นาโช (Alejandro Garnacho) , ยอร์เรล ฮาโต (Jorrel Hato) และ เบอนัวต์ บาเดียชิล (Benoit Badiashile) ถูกมองว่ามีส่วนกับสองประตูของ จาร์ร็อด โบเวน (Jarrod Bowen) และ คริเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ (Crysencio Summerville) ทั้งสามคนถูกเปลี่ยนออกพร้อมกันในช่วงพักครึ่ง แม้ก่อนหน้านั้นจะมีการเปลี่ยนตัวจำเป็น เมื่อ เจมี กิตเทนส์ (Jamie Gittens) บาดเจ็บและถูกแทนที่โดย เปโดร เนโต (Pedro Neto) โรซีเนียร์ ปกป้องลูกทีมอย่างชัดเจน “มันไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง มันคือผลงานที่แย่ทั้งทีม” “การเปลี่ยนเร็วไม่ได้หมายความว่าพวกเขาหลุดจากแผนของผม” การกล้าเปลี่ยนตัวเร็วกลายเป็นเอกลักษณ์ของ โรซีเนียร์ ตั้งแต่สมัยคุม สตราส์บูร์ก (Strasbourg) สโมสรเครือเดียวกับ เชลซี ภายใต้เจ้าของ ท็อดด์ โบห์ลีย์ (Todd Boehly) และ เคลียร์เลค แคปิตอล (Clearlake Capital) ในเกมกับ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) การเปลี่ยนตัวช่วงต้นเกมช่วยให้ทีมรักษาสกอร์ ก่อนปิดเกมชนะ 2-0 ในนัดแรกของเขาในลีก แม้ เชลซี จะมีนักเตะสำรองคุณภาพสูงอย่าง กูกูเรยา , เจา เปโดร , เวสลีย์ โฟฟานา (Wesley Fofana) , เนโต และ รีซ เจมส์ (Reece James) แต่การโรเตชันยังคงเป็นปัญหา อดีตกุนซืออย่าง มาเรสกา เคยวิจารณ์ว่า นักเตะอย่าง อันเดรย์ ซานโตส (Andrey Santos) และ โทซิน อดาราบิโอโย (Tosin Adarabioyo) ยังไม่ถึงระดับตัวจริง อดีตผู้รักษาประตู เชลซี อย่าง ร็อบ กรีน (Rob Green) เสริมว่า “โรซีเนียร์ แก้เกมได้ถูกต้อง แต่เขายังมีปัญหาเดียวกับ มาเรสกา” “ช่องว่างระหว่างตัวจริงกับตัวสำรองยังห่างกันมาก” เลียม โรซีเนียร์ (Liam Rosenior) กลายเป็นผู้จัดการทีมชาว อังกฤษ (England) คนที่ 4 ที่ชนะ 3 นัดแรกใน พรีเมียร์ลีก เขาชนะไปแล้ว 6 จาก 7 นัดในทุกรายการ และพา เชลซี คัมแบ็กจากตามหลัง 2 ประตูเพื่อชนะเกมลีกเป็นครั้งแรกของสโมสร ผลงานเหล่านี้ส่ง เชลซี ขึ้นสู่อันดับ 4 ของตาราง พร้อมลุ้นแชมป์ใน 4 รายการ บททดสอบต่อไปคือเกมเยือน อาร์เซนอล (Arsenal) ในเลกสองของศึก ลีก คัพ (League Cup) รอบรองชนะเลิศ หลังแพ้เลกแรก 2-3 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ (Stamford Bridge) และคำถามยังคงอยู่ นี่คืออัจฉริยะของ เลียม โรซีเนียร์… หรือแค่การตัดสินใจที่ควรทำตั้งแต่แรก? คำตอบ อาจชัดเจนขึ้นในคืนวันอังคารนี้

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button